ตลาดกำลังเปลี่ยนเกมอีกครั้ง จาก “กลัวสงคราม” เป็น “กล้ารับความเสี่ยง”
ภาพรวมตลาดสัปดาห์นี้เริ่มเปลี่ยนจากโหมด Risk-off กลับเข้าสู่ Risk-on หลังนักลงทุนมีความหวังมากขึ้นว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ดอลลาร์อ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนทยอยลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย และเริ่มกลับเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้ความกังวลเรื่องสงครามจะเริ่มคลี่คลาย แต่ตลาดยังต้องเผชิญอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ เงินเฟ้อที่อาจกลับมา หากราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นอีกครั้ง
มาดูปัจจัยสำคัญของตลาดสัปดาห์นี้กัน 👇
1️⃣ การเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน = จุดเปลี่ยนของ Sentiment
ตลาดตอบรับเชิงบวก หลังอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมเปิดทางให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซดำเนินได้อย่างปลอดภัย หากสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ
ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าการเจรจายังคงดำเนินต่อ และมีแนวโน้มจัดการหารือเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้
📌 ความหวังเรื่องสันติภาพ ทำให้ตลาดเริ่มลด Risk Premium ของราคาน้ำมัน และกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทมากขึ้น
2️⃣ Fed = ยังไม่มีเหตุผลรีบลดดอกเบี้ย
แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มลดลง แต่ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐยังคงเข้มงวด
เจ้าหน้าที่ Fed มองว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานอาจทำให้ Core Inflation อยู่ใกล้ระดับ 3% ตลอดปี 2026 และยังไม่ตัดโอกาสในการคงดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง หากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลง
📌 ตลาดจึงยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-on ได้อย่างเต็มตัว
3️⃣ ดอลลาร์ = อ่อนค่าตาม Sentiment แต่โครงสร้างยังแข็งแรง
ดัชนีดอลลาร์อ่อนตัวลงต่อเนื่อง หลังแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเริ่มลดลง
เงินทุนเริ่มไหลเข้าสู่สกุลเงินเสี่ยง เช่น ยูโร ปอนด์ และดอลลาร์ออสเตรเลีย
📌 อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาสะดุด หรือราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูง ดอลลาร์ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง
4️⃣ ทองคำ = ถูกดึงจากสองแรง
โดยปกติข่าวสันติภาพจะกดดันราคาทองคำ
แต่ในรอบนี้ ดอลลาร์ที่อ่อนค่าช่วยประคองราคาทองไว้ ทำให้ราคาทองยังแกว่งตัวในกรอบมากกว่าจะเกิดแนวโน้มชัดเจน
📌 ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง หากการเจรจาไม่เป็นไปตามคาด หรือเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง
5️⃣ น้ำมัน = ตัวชี้วัด Mood ของตลาด
ราคาน้ำมัน Brent และ WTI ปรับตัวลดลง จากความหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย
แต่แรงกดดันด้านอุปทานยังคงอยู่ ทั้งจากการลดลงของสต็อกน้ำมันสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของมาตรการคว่ำบาตร
📌 น้ำมันอาจพักตัวได้ แต่ยังมีโอกาสกลับมาผันผวนได้ทุกเมื่อ
6️⃣ หุ้นสหรัฐ = รับข่าวดีมากที่สุด
ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ทำจุดสูงสุดใหม่ จากแรงหนุนของผลประกอบการบริษัท ความหวังเรื่องสันติภาพ และแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม บริษัทหลายแห่งยังคงระมัดระวังต้นทุนด้านพลังงาน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มชะลอตัวในระยะถัดไป
📌 การปรับขึ้นของตลาดหุ้นรอบนี้ จึงเกิดจาก "ความหวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายลง" มากกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ
📊 สรุปภาพตลาด
ตลาดกำลังเข้าสู่ธีม De-escalation Trade
→ นักลงทุนลดการถือดอลลาร์
→ ราคาน้ำมันเริ่มคลาย Risk Premium
→ เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น
แต่ธีมนี้จะดำเนินต่อได้ ก็ต่อเมื่อการเจรจามีความคืบหน้าจริง และราคาน้ำมันไม่กลับมาผลักดันเงินเฟ้ออีกครั้ง
📈 แนวโน้มระยะสั้น
💵 ดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าต่อ หากการเจรจาเดินหน้า
⛽ น้ำมันยังผันผวนตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์
💰 ทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ และยังเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
📊 หุ้นมีแรงหนุนจาก Sentiment เชิงบวก แต่ยังต้องติดตามทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด
💡 สิ่งที่ต้องจับตา คือ "ความคืบหน้าของการเจรจา" และ "ทิศทางราคาน้ำมัน" เพราะทั้งสองปัจจัยจะเป็นตัวกำหนดว่า ตลาดจะเดินหน้าสู่ Risk-on ต่อ หรือกลับเข้าสู่ Risk-off อีกครั้ง
📌 สรุปสัปดาห์นี้
ตลาดเริ่มเชื่อใน "สันติภาพ" มากขึ้น แต่ยังไม่กล้าละเลยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เพราะหากราคาน้ำมันกลับมาพุ่งอีกครั้ง ภาพการลงทุนอาจเปลี่ยนจาก Risk-on กลับเป็น Risk-off ได้อย่างรวดเร็ว
หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ
เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨
#RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน
——
Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
