Analysis & News

บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 6 - 10 กรกฎาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 6 - 10 กรกฎาคม 2569
Jul 06, 2026

ตลาดกำลังฟังเสียงเฟด ผ่านจังหวะดอลลาร์ ทองคำ หุ้น และน้ำมัน สัปดาห์นี้ ตลาดโลกไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยข่าวเพียงเรื่องเดียว แต่กำลังเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายสินทรัพย์เข้าด้วยกัน ทั้งค่าเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ ตลาดหุ้นสหรัฐ และราคาน้ำมัน เพื่อหาคำตอบว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Soft Landing) หรือกำลังเข้าสู่รอบใหม่ของความผันผวนจากนโยบายการเงิน หัวใจสำคัญของสัปดาห์นี้คือ รายงานการประชุม FOMC และท่าทีของ Fed ซึ่งทำให้นักลงทุนหันมาให้น้ำหนักกับ "ข้อมูลเศรษฐกิจจริง" มากกว่าการคาดเดาสัญญาณจากธนาคารกลาง 📊 ตลาดจึงกำลังเปลี่ยนจากการ "ฟังคำพูดของ Fed" ไปสู่การ "อ่านข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อหาทิศทางดอกเบี้ย" มาดูปัจจัยสำคัญของตลาดสัปดาห์นี้กัน 👇 1️⃣ Fed = ตลาดกำลังอ่านข้อมูล มากกว่าฟังถ้อยแถลง รายงานการประชุม FOMC ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของตลาด แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นคือข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศออกมา ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขภาคบริการ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ 📌 ทุกข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงนี้สามารถเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยได้ทันที 2️⃣ ดอลลาร์ = แข็งได้ แต่ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ ดอลลาร์ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศหลักอื่น และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของข้อมูลแรงงานเริ่มทำให้แรงซื้อดอลลาร์ลดลง 📌 หากข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนตัวต่อเนื่อง ตลาดอาจลดการคาดการณ์ดอกเบี้ยสูง และดอลลาร์มีโอกาสเข้าสู่ช่วงพักฐาน 3️⃣ ทองคำ = ตลาดกำลังเดิมพันกับดอกเบี้ยมากกว่าความกลัว ทองคำเริ่มได้รับแรงหนุนหลัง Bond Yield และดอลลาร์อ่อนตัวลง ทำให้ต้นทุนโอกาสของการถือครองทองลดลง อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับท่าทีของ Fed เป็นสำคัญ 📌 หาก Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลาย ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ แต่หาก Fed ยังเน้นควบคุมเงินเฟ้อ ราคาทองอาจเผชิญแรงขายทำกำไรอีกครั้ง 4️⃣ หุ้นสหรัฐ = ดัชนีแข็งแรง แต่การปรับขึ้นเริ่มกระจุกตัว ดัชนีหลักของสหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI แต่แรงซื้อเริ่มกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่นักลงทุนเริ่มจับตาการหมุนเงินลงทุน (Sector Rotation) ไปยังหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม สุขภาพ และหุ้นคุณภาพมากขึ้น 📌 ช่วงนี้เป็นตลาดที่ต้องเลือกหุ้นมากกว่าซื้อทั้งตลาด 5️⃣ น้ำมัน = เงินเฟ้อเริ่มคลาย แต่ยังต้องติดตาม ราคาน้ำมันเริ่มลดลง หลังตลาดมองว่าความเสี่ยงด้านอุปทานจากตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย และ OPEC+ ส่งสัญญาณเพิ่มกำลังการผลิต ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่หากราคาปรับลงเร็วเกินไป ก็อาจสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว 📌 น้ำมันยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน 📊 สรุปภาพตลาด ตลาดกำลังอยู่ระหว่าง "ความหวัง" และ "ความระมัดระวัง" ฝั่งหนึ่ง ตลาดคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะชะลอลง ราคาน้ำมันลดลง และ Fed อาจไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น แต่อีกฝั่งหนึ่ง ตลาดยังต้องเผชิญกับ Valuation ของหุ้นสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มทรงตัว หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง 💰 ทองคำมีโอกาสได้แรงหนุน หาก Bond Yield และดอลลาร์อ่อนตัวต่อ 📊 หุ้นสหรัฐยังเป็นขาขึ้น แต่การเลือกหุ้นจะมีความสำคัญมากกว่าการซื้อทั้งตลาด ⛽ ราคาน้ำมันยังเป็นตัวแปรสำคัญของเงินเฟ้อ และส่งผลต่อการตัดสินใจของ Fed 💡 ในช่วงเวลานี้ นักลงทุนควรติดตามสัญญาณจากทั้ง 4 สินทรัพย์ควบคู่กัน เพราะแต่ละตลาดกำลังสะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงินในรูปแบบที่แตกต่างกัน 📌 สรุปสัปดาห์นี้ ตลาดไม่ได้กำลังฟังเพียงเสียงของ Fed แต่กำลังอ่านข้อมูลจาก ดอลลาร์ ทองคำ หุ้น และน้ำมัน เพื่อประเมินว่าดอกเบี้ยสหรัฐกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนหรือยัง การเชื่อมโยงทั้งสี่สินทรัพย์เข้าด้วยกันจะช่วยให้มองเห็นทิศทางตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 15 - 19 มิถุนายน 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 15 - 19 มิถุนายน 2569
Jun 15, 2026

เมื่อความกลัวเริ่มลดลง ตลาดเริ่มกลับมาเดิมพันกับ "สันติภาพ" 📌 ภาพรวมตลาดการเงินโลกเริ่มเปลี่ยนจากการกังวลเรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปสู่การประเมินว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กำลังคลี่คลาย หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีพัฒนาการเชิงบวก เมื่อความกังวลลดลง ตลาดจึงเริ่มลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย พร้อมกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ดอลลาร์อ่อนค่า หุ้นสหรัฐฟื้นตัว และทองคำเริ่มได้รับแรงหนุนก่อนการประชุม Fed 📊 ตลาดกำลังเปลี่ยน Narrative จาก "Geopolitical Risk" → "Fed Risk" มาดูภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้กัน 👇 1️⃣ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) = ความเสี่ยงเริ่มคลี่คลาย • ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านช่วยลดความกังวลเรื่อง Supply Shock • ตลาดเริ่มลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย • นักลงทุนกลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง 📌 ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับ "สันติภาพ" มากกว่าความกลัวสงคราม 2️⃣ น้ำมัน (Oil) = ความเสี่ยงเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย • ราคาน้ำมันปรับลดลงจากระดับสูงกว่า 110 ดอลลาร์ กลับมาเคลื่อนไหวบริเวณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล • ความเสี่ยงด้านการขนส่งผ่านช่องแคบ Hormuz ลดลง • ตลาดเริ่มเชื่อว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานอาจไม่รุนแรงเหมือนที่กังวล 📌 หากน้ำมันไม่กลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ ความเสี่ยงเงินเฟ้อก็มีโอกาสลดลง 3️⃣ Fed = จุดโฟกัสใหม่ของตลาด แม้ความกังวลด้านสงครามจะลดลง แต่สายตาของนักลงทุนกำลังจับจ้องไปที่การประชุม FOMC ประเด็นสำคัญคือ • Fed ยังมองเงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงหลักหรือไม่ • Dot Plot จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ • Fed ยังเปิดโอกาสลดดอกเบี้ยปลายปีหรือเปล่า 📌 ตลาดไม่ได้รอฟังเพียง "การคงดอกเบี้ย" แต่กำลังรอฟัง "ทิศทางของ Fed" 4️⃣ ดอลลาร์ (USD) = Safe Haven เริ่มอ่อนแรง • ดอลลาร์อ่อนค่าหลังนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย • เงินทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง • อย่างไรก็ตาม ตลาดยังรอความชัดเจนจาก Fed ก่อนกำหนดทิศทางระยะกลาง 📌 ดอลลาร์อ่อนค่าจาก Sentiment ที่ดีขึ้น มากกว่าการอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐ 5️⃣ Flow ของเงิน = เริ่มกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง 💵 ดอลลาร์ = อ่อนค่าตามแรงซื้อ Safe Haven ที่ลดลง 💰 ทองคำ = ได้แรงหนุนจากดอลลาร์อ่อนและคาดการณ์ว่า Bond Yield อาจลดลง 📊 หุ้นสหรัฐ = ฟื้นตัวจากธีม Soft Landing โดยเฉพาะกลุ่ม Technology และ AI ⛽ น้ำมัน = ปรับตัวลงตามความหวังว่าความขัดแย้งจะไม่ลุกลาม 📌 เม็ดเงินเริ่มหมุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง 📊 สรุปภาพตลาดตอนนี้ ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก "Fear of Escalation" ไปสู่ "Hope for De-escalation" → ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง → ราคาน้ำมันอ่อนตัว → ดอลลาร์อ่อนค่า → หุ้นสหรัฐฟื้นตัว → นักลงทุนรอผลการประชุม Fed 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์อาจอ่อนค่าต่อ หาก Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลาย ⛽ น้ำมันยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจาในตะวันออกกลาง 💰 ทองคำมีโอกาสได้แรงหนุน หาก Bond Yield ปรับตัวลดลง 📊 หุ้นสหรัฐยังได้แรงหนุนจากธีม Soft Landing แต่ต้องจับตาท่าทีของ Fed อย่างใกล้ชิด 💡 สิ่งที่ต้องโฟกัสตอนนี้ ไม่ใช่เพียงข่าวสงคราม แต่คือ "มุมมองของ Fed" ต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของดอลลาร์ ทองคำ หุ้น และตลาดการเงินในช่วงครึ่งหลังของปี 📌 สรุปสัปดาห์นี้ ตลาดกำลังเดิมพันกับ "สันติภาพ" มากขึ้น แต่คำตอบสำคัญยังอยู่ที่การประชุม Fed ว่าจะเปิดทางสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงินได้มากน้อยเพียงใด หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 8 - 12 มิถุนายน 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 8 - 12 มิถุนายน 2569
Jun 08, 2026

Non-Farm แกร่งเกินคาด จุดชนวนแรงขายทั่วตลาด สัปดาห์นี้ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ หลังตัวเลข Nonfarm Payrolls ของสหรัฐออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ได้ชะลอตัวอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ผลลัพธ์คือ นักลงทุนต้องกลับมาทบทวนมุมมองต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อีกครั้ง จากเดิมที่เชื่อว่า Fed จะมีโอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้ กลายเป็นกังวลว่า Fed อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด หรืออาจกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลง 📊 ตลาดจึงเข้าสู่การ Repricing ครั้งสำคัญ ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้น ดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่ทองคำและตลาดหุ้นเผชิญแรงขายพร้อมกัน มาดูปัจจัยสำคัญของตลาดสัปดาห์นี้กัน 👇 1️⃣ ตลาดแรงงาน = ข่าวดีของเศรษฐกิจ แต่เป็นแรงกดดันต่อตลาด ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก แม้ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรง แต่ในมุมของตลาดกลับหมายถึง เงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด Fed มีเหตุผลที่จะคงดอกเบี้ยสูงต่อไป ความหวังในการลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป 📌 ในช่วงนี้ "ข่าวดีทางเศรษฐกิจ" กลับกลายเป็น "ข่าวลบสำหรับสินทรัพย์เสี่ยง" 2️⃣ Bond Yield และ Fed = จุดศูนย์กลางของตลาด หลังตัวเลขจ้างงานประกาศออกมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวขึ้นทันที ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับแนวคิด Higher for Longer อีกครั้ง เพราะหากเศรษฐกิจยังแข็งแรงและแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่ลดลง Fed ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องรีบผ่อนคลายนโยบายการเงิน 📌 Bond Yield ที่สูงขึ้นไม่เพียงส่งผลต่อตลาดพันธบัตร แต่ยังกดดันการประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ทั่วโลก 3️⃣ ดอลลาร์ = ได้แรงหนุนจากผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ แรงสนับสนุนหลักมาจาก ความคาดหวังว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ 📌 ดอลลาร์ยังคงเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง 4️⃣ ทองคำ = ถูกกดดันจาก Yield และดอลลาร์ ราคาทองคำปรับตัวลงแรงหลังตัวเลขจ้างงานประกาศออกมา สาเหตุสำคัญ ได้แก่ Bond Yield และ Real Yield ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ต้นทุนในการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น แม้ว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสนับสนุนทองคำในระยะยาว แต่ในระยะสั้น ตลาดยังให้น้ำหนักกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 📌 ตราบใดที่ Yield ยังอยู่ในระดับสูง การฟื้นตัวของทองคำอาจยังมีข้อจำกัด 5️⃣ หุ้นสหรัฐ = ถูกกดดันจาก Valuation ตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่ม AI เผชิญแรงขายหลัง Bond Yield ปรับตัวขึ้น เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น อัตราคิดลด (Discount Rate) ก็สูงขึ้นตาม ส่งผลให้มูลค่าของหุ้น Growth ถูกกดดันมากกว่ากลุ่มอื่น 📌 หาก Bond Yield ยังไม่ปรับลดลง การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นเพียงการรีบาวด์ระยะสั้น มากกว่าการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง 6️⃣ น้ำมัน = ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังต้องจับตา ราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวในระดับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หากราคาพลังงานปรับตัวขึ้นต่อ จะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และทำให้ Fed มีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยน้อยลง 📌 น้ำมันจึงยังเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงเงินเฟ้อ Bond Yield ดอลลาร์ และตลาดหุ้นเข้าด้วยกัน 📊 สรุปภาพตลาด ตลาดกำลังเปลี่ยนจากธีม "Fed กำลังเข้าสู่รอบผ่อนคลาย" กลับมาเป็น "Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาด" การเปลี่ยนแปลงของมุมมองนี้ส่งผลต่อสินทรัพย์ทุกประเภทพร้อมกัน 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่าจาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง 📈 Bond Yield ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของตลาด 💰 ทองคำยังเผชิญแรงกดดันจาก Real Yield และค่าเงินดอลลาร์ 📊 ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงจากการปรับลดมูลค่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับตัวขึ้น ⛽ ราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเงินเฟ้อและแนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed 💡 สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามในช่วงนี้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือ ข้อมูลเหล่านั้นจะเปลี่ยนมุมมองของ Fed มากน้อยเพียงใด เพราะนั่นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงต่อไป 📌 สรุปสัปดาห์นี้ ตลาดกำลังกลับเข้าสู่ธีม Higher for Longer หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้ความหวังในการลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป ดอลลาร์และ Bond Yield กลับมาเป็นปัจจัยนำตลาด ขณะที่ทองคำและหุ้นเผชิญแรงกดดัน หากข้อมูลเงินเฟ้อในระยะต่อไปยังไม่ชะลอลง ความผันผวนของตลาดอาจยังคงอยู่ต่อเนื่อง หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุ

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 1 - 5 มิถุนายน 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 1 - 5 มิถุนายน 2569
Jun 01, 2026

ความกังวลของตลาดขยับ จาก "Fed Watch" สู่ "Inflation Watch" ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกจับตาคำถามสำคัญว่า Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อไร แต่ในสัปดาห์นี้ ประเด็นสำคัญของตลาดเริ่มเปลี่ยนไป เพราะสิ่งที่นักลงทุนกังวลมากกว่า ไม่ใช่ "วันแรกของการลดดอกเบี้ย" แต่คือ เงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นความเสี่ยงอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง และตลาดแรงงานที่ยังไม่ชะลอตัว กำลังทำให้ตลาดเริ่มทบทวนความเชื่อเดิมว่า Fed จะสามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้เร็วอย่างที่เคยคาดไว้ 📊 ตลาดจึงกำลังเปลี่ยนจากการจับตา Fed Watch ไปสู่ Inflation Watch อย่างชัดเจน มาดูปัจจัยสำคัญของตลาดสัปดาห์นี้กัน 👇 1️⃣ เงินเฟ้อ = กลับมาเป็นประเด็นหลักของตลาด ในช่วงต้นปี ตลาดเชื่อว่าเงินเฟ้อกำลังทยอยชะลอลง และเปิดทางให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ล่าสุด ภาพเริ่มเปลี่ยนไป ราคาน้ำมัน Brent ยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความเสี่ยงด้านอุปทานจากตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง จำนวนตำแหน่งงานเปิดใหม่ (JOLTS) และดัชนีภาคบริการ (ISM Services) ยังสะท้อนว่าเศรษฐกิจมีแรงส่งต่อเนื่อง 📌 เมื่ออุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจยังแข็งแรง เงินเฟ้อก็อาจลดลงได้ช้ากว่าที่ตลาดเคยคาด 2️⃣ Fed = ตลาดเริ่มตั้งคำถามเรื่องการลดดอกเบี้ย แม้ตลาดยังคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ "มุมมองในอนาคต" เจ้าหน้าที่ Fed หลายรายเริ่มแสดงท่าทีระมัดระวังต่อเงินเฟ้อมากขึ้น และไม่ปิดโอกาสที่จะดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวด หากแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ 📌 คำถามของตลาดจึงเปลี่ยนจาก "Fed จะลดดอกเบี้ยเมื่อไร" เป็น "Fed ยังมีพื้นที่มากพอที่จะลดดอกเบี้ยหรือไม่" 3️⃣ ดอลลาร์ = ยังได้เปรียบจากดอกเบี้ยและความไม่แน่นอน ดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวในระดับแข็งค่า แม้จะไม่มีแรงซื้อแบบตื่นตระหนกเหมือนช่วงวิกฤต แรงสนับสนุนหลักมาจาก อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ กระแสเงินทุนที่ยังมองดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย 📌 ตราบใดที่ Fed ยังไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจน ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนต่อเนื่อง 4️⃣ ทองคำ = ถูกกดดันจาก Real Yield แม้โลกยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน แต่ราคาทองคำกลับยังไม่สามารถสร้างแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ได้ สาเหตุสำคัญคือ Real Yield ของสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง ตลาดลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed ต้นทุนในการถือครองทองคำยังสูง 📌 ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ตลาดให้น้ำหนักกับอัตราดอกเบี้ยมากกว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบ 5️⃣ หุ้นสหรัฐฯ = ดัชนียังแข็งแรง แต่ภายในเริ่มเปราะบาง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไป จะพบว่าแรงซื้อเริ่มกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงบางกลุ่ม ขณะที่หุ้นจำนวนมากเริ่มปรับตัวได้ไม่เท่าดัชนี 📌 หาก Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง หุ้น Growth และ Technology อาจเผชิญแรงกดดันจากการปรับมูลค่า (Valuation) 📊 สรุปภาพตลาด ตลาดไม่ได้จับตาเพียงการประชุม Fed หรือสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกต่อไป แต่กำลังพยายามหาคำตอบว่า "เงินเฟ้อกำลังกลับมาเป็นความเสี่ยงหลักของตลาดอีกครั้งหรือไม่" 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่าจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงและกระแสเงินทุนที่ยังไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ⛽ ราคาน้ำมันยังเป็นตัวแปรสำคัญของเงินเฟ้อ และจะมีผลต่อการตัดสินใจของ Fed 💰 ทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบ จากแรงกดดันของ Real Yield และค่าเงินดอลลาร์ 📊 ตลาดหุ้นยังได้แรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงจาก Bond Yield และแรงซื้อที่เริ่มกระจุกตัว 💡 สิ่งที่ต้องโฟกัสในช่วงนี้ไม่ใช่เพียง "Fed จะลดดอกเบี้ยเมื่อไร" แต่คือ "เงินเฟ้อจะกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้งหรือไม่" เพราะคำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 📌 สรุปสัปดาห์นี้ ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการจับตาการลดดอกเบี้ยของ Fed ไปสู่การติดตามทิศทางของเงินเฟ้อ หากแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยอาจต้องเลื่อนออกไป ส่งผลให้ดอลลาร์ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ทองคำและตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันต่อไป แต่หากราคาพลังงานเริ่มคลี่คลายและเศรษฐกิจชะลอลงตามที่ Fed ต้องการ ตลาดก็อาจกลับมาให้น้ำหนักกับวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินอีกครั้ง หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 25 - 29 พฤษภาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 25 - 29 พฤษภาคม 2569
May 25, 2026

ตลาดกำลังเปลี่ยน จาก “กลัวเงินเฟ้อ” สู่ “ลุ้นสงครามคลี่คลาย” สัปดาห์นี้ตลาดทั่วโลกเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังมีความหวังเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ซึ่งอาจช่วยลดความตึงเครียดด้าน Supply น้ำมัน และทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มเบาลง 📌 สิ่งที่ตลาดกำลัง Price In ตอนนี้ ไม่ใช่ “เศรษฐกิจดีขึ้นทันที” แต่คือ “ความเสี่ยงเงินเฟ้ออาจไม่รุนแรงเหมือนเดิม” 🛢️ 1. น้ำมันร่วง เพราะตลาดเริ่มเชื่อว่า Supply Risk อาจคลี่คลาย ราคาน้ำมัน Brent และ WTI ปรับตัวลงแรง หลังตลาดเริ่มมองว่า หากช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดตามปกติ ความเสี่ยงด้านพลังงานอาจลดลง 📌 จุดสำคัญคือ ถ้าน้ำมันลงต่อ → ตลาดจะเริ่มมองว่าแรงกดเงินเฟ้ออาจเริ่มเบา → Fed อาจไม่จำเป็นต้อง Hawkish เท่าเดิม 💵 2. ดอลลาร์เริ่มอ่อน เพราะแรงกลัวเริ่มลดลง Dollar Index เริ่มชะลอ หลังเงินทุนบางส่วนไหลออกจาก Safe Haven ทั้ง Yen, Euro, Pound รวมถึงสกุลเงินเสี่ยงอย่าง AUD และ NZD เริ่มแข็งค่าขึ้น ดอลลาร์รอบนี้ไม่ได้อ่อนเพราะ Fed เปลี่ยนท่าที แต่เพราะตลาดเริ่มลด Premium ของ “ความเสี่ยงสงคราม + น้ำมันแพง” อย่างไรก็ตาม US 10Y Yield ยังอยู่สูง จึงสะท้อนว่าตลาดพันธบัตรยังไม่ได้มั่นใจเต็มที่ว่าเงินเฟ้อจบแล้ว 🟡 3. ทองคำรีบาวด์ แต่ยังไม่ใช่ขาขึ้นเต็มตัว ทองคำดีดกลับจากแรงหนุนของดอลลาร์ที่อ่อนลง ตลาดเริ่มคาดหวังว่า ถ้าน้ำมันลดลง เงินเฟ้ออาจชะลอตาม และแรงกดดันด้านดอกเบี้ยอาจลดลงด้วย แต่ภาพทองยังซับซ้อน เพราะถ้าความเสี่ยงสงครามคลี่คลายจริง Demand ฝั่ง Safe Haven อาจลดลงตามเช่นกัน 📌 ดังนั้นรอบนี้ทองกำลังได้แรงหนุนจาก “ดอลลาร์อ่อน” มากกว่า “ความกลัว” 📈 4. หุ้นเริ่มกลับมาหายใจ หลังแรงกดเงินเฟ้อเริ่มลด ตลาดหุ้นเอเชียตอบรับเชิงบวกทันที โดยเฉพาะหุ้น Growth และ Technology ที่ได้แรงหนุนจากมุมมองว่า Yield อาจไม่เร่งขึ้นแรงเหมือนก่อน เพราะถ้าน้ำมันลง → เงินเฟ้อลด → Bond Yield มีโอกาสผ่อนแรง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ Valuation ของหุ้นโดยตรง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หากการเจรจาล้มเหลว หรือราคาน้ำมันกลับมาพุ่งอีกครั้ง Narrative ตลาดอาจกลับไปเป็น “เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยสูง ดอลลาร์แข็ง” ได้ทันที 💡 สรุปภาพรวม ตลาดตอนนี้ไม่ได้กลับมา Bullish เพราะทุกอย่างดีขึ้นแล้ว แต่กำลัง “เดิมพัน” ว่าแรงกดดันจากน้ำมัน เงินเฟ้อ และ Fed อาจเริ่มผ่อนคลายลง ดังนั้น Asset ที่ต้องจับตาที่สุดในสัปดาห์นี้ยังคงเป็น “น้ำมัน” เพราะมันคือจุดเชื่อมสำคัญของ เงินเฟ้อ 🔥 Bond Yield 📈 ดอลลาร์ 💵 ทองคำ 🟡 ตลาดหุ้นทั่วโลก 📊 หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 18 - 22 พฤษภาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 18 - 22 พฤษภาคม 2569
May 18, 2026

Bond Yield กำลังส่งสัญญาณอะไร? ทำไมตลาดกลับมากังวลอีกครั้ง ตลาดการเงินโลกกำลังกลับมา “กังวลเรื่องดอกเบี้ย” อีกครั้ง หลัง Bond Yield สหรัฐยังยืนสูง และ Fed อาจยังไม่รีบลดดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดเคยคาดไว้ 📌 สัญญาณนี้กำลังส่งผลต่อทั้งค่าเงินดอลลาร์ ทองคำ หุ้น และสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างชัดเจน 📈 1. Bond Yield สูง = ตลาดเริ่มเปลี่ยนมุมมองใหม่ US 10Y Yield ยังเคลื่อนไหวในระดับสูงบริเวณ 4.3%–4.6% ขณะที่ Real Yield ยังยืนใกล้ 2.0% ตลาดกำลังตีความว่าเศรษฐกิจสหรัฐยัง “แข็งแรงเกินไป” ที่ Fed จะรีบลดดอกเบี้ย เพราะ • ตลาดแรงงานยังแข็งแรง • เงินเฟ้อพื้นฐานยังสูง • การใช้จ่ายผู้บริโภคยังไม่ชะลอแรง ทั้งหมดนี้ทำให้ Narrative เริ่มเปลี่ยนจาก “Fed จะผ่อนคลายเร็ว” → เป็น “ดอกเบี้ยอาจสูงนานกว่าคาด” 💵 2. ดอลลาร์แข็ง จาก Yield ที่ยังสูง เมื่อ Bond Yield ปรับตัวขึ้น เงินทุนส่วนหนึ่งยังไหลเข้าสหรัฐ เพราะพันธบัตรให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้น DXY ยังทรงตัวในโซน 99–100 จุด สะท้อนว่า Dollar Strength ยังเป็น Theme หลักของตลาดในช่วงนี้ จุดสำคัญคือ ดอลลาร์รอบนี้ไม่ได้แข็งจาก Panic เหมือนช่วงวิกฤต แต่แข็งจาก “ความแข็งแรงของเศรษฐกิจสหรัฐ” และมุมมองว่าดอกเบี้ยอาจอยู่สูงได้นาน 🟡 3. ทองคำเริ่มถูกกดดันจาก Real Yield แม้ภาพระยะยาวของทองคำยังไม่ได้เสีย แต่ระยะสั้นเริ่มเห็นแรงกดดันชัดขึ้น หลังทั้ง Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นพร้อมกัน เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ผลตอบแทน” ดังนั้นเมื่อ Real Yield สูงขึ้น นักลงทุนบางส่วนจึงย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่ให้ดอกผลมากกว่า อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมองว่าทองคำมีแรงพยุงจาก • การสะสมทองของธนาคารกลาง • ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ • ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 🛢️ 4. น้ำมันยังสูง เสี่ยงดันเงินเฟ้อกลับมา แม้ภาวะดอกเบี้ยสูงปกติจะไม่ดีต่อ Commodity แต่ราคาน้ำมันยังทรงตัวสูง เพราะตลาดยังให้น้ำหนักกับ Supply Risk และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประเด็นสำคัญคือ หากราคาน้ำมันยังสูงต่อ อาจทำให้เงินเฟ้อลดลงได้ช้ากว่าคาด และยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ Fed คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น 📉 5. หุ้นสหรัฐเริ่มเจอแรงกดดันด้าน Valuation ตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth และ Technology สาเหตุหลักคือ Yield ที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนทางการเงินและ Discount Rate สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อ Valuation ของหุ้นโดยตรง แม้ดัชนีหลักยังอยู่ระดับสูง แต่เริ่มเห็นสัญญาณที่ต้องระวัง เช่น • Market Breadth แคบลง • หุ้นบางกลุ่มเริ่ม Underperform • นักลงทุนเริ่ม Selective มากขึ้น 💡 สรุปภาพรวม ตอนนี้ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ “ต้นทุนของเงิน” กลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดอีกครั้ง • Bond Yield สูง • ดอลลาร์แข็ง • ทองถูกกดดัน • หุ้นเริ่มเจอแรงต้านด้าน Valuation ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ตลาดอาจไม่ได้ตอบสนองเชิงบวกต่อข่าวดีเหมือนช่วงก่อนหน้าอีกต่อไป และนักลงทุนจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงให้รอบคอบมากขึ้น หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 11 - 15 พฤษภาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 11 - 15 พฤษภาคม 2569
May 11, 2026

ตลาดกำลัง “เปลี่ยนสมดุล” ครั้งใหญ่ เมื่อ Fed อาจลดดอกเบี้ยยากกว่าที่คาด ภาพรวมตลาดสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนเริ่มเปลี่ยนมุมมองจากการติดตาม ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปสู่การประเมิน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่คลี่คลาย แต่สิ่งที่ตลาดกังวลมากกว่า คือ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว และส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่เคยคาดไว้ 📊 ตลาดจึงกำลังปรับเปลี่ยนจากธีม "Fed ใกล้ลดดอกเบี้ย" ไปสู่ "Fed อาจมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คิด" มาดูปัจจัยสำคัญของตลาดสัปดาห์นี้กัน 👇 1️⃣ เงินเฟ้อ = ความเสี่ยงที่กลับมาอีกครั้ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง กำลังทำให้ตลาดประเมินว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจกลับมาเร็วกว่าคาด โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่าน Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก 📌 หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง เงินเฟ้ออาจชะลอลงได้ช้ากว่าที่ Fed ต้องการ 2️⃣ Fed = ตลาดจับตา "ถ้อยแถลง" มากกว่าการตัดสินใจ ตลาดแทบมั่นใจว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากที่สุด คือมุมมองของ Fed ต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปี หาก Fed ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อยังคงเป็นความเสี่ยง และยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนพิจารณาลดดอกเบี้ย ตลาดอาจกลับมาให้น้ำหนักกับธีม Higher for Longer อีกครั้ง 📌 สิ่งที่ตลาดรอฟังไม่ใช่ "การคงดอกเบี้ย" แต่คือ "แนวทางของ Fed ต่อเงินเฟ้อ" 3️⃣ ดอลลาร์ = แข็งจากส่วนต่างดอกเบี้ยและบทบาท Safe Haven ดัชนีดอลลาร์ยังเคลื่อนไหวในระดับแข็งค่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวบางส่วน แรงสนับสนุนหลักมาจาก ความคาดหวังว่า Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ยเร็ว ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังเอื้อให้เงินทุนไหลเข้าสหรัฐฯ ความต้องการถือดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย 📌 ดอลลาร์รอบนี้แข็งค่าจาก "นโยบายการเงิน" มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว 4️⃣ ทองคำ = ยังถูกกดดันจาก Bond Yield แม้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังดำเนินต่อ แต่ราคาทองคำยังไม่สามารถกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้อย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจาก ดอลลาร์แข็งค่า Real Yield อยู่ในระดับสูง Fed ยังไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน 📌 ในระยะนี้ ราคาทองคำยังตอบสนองต่อ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ มากกว่าข่าวความขัดแย้งระหว่างประเทศ 5️⃣ หุ้นสหรัฐฯ = Momentum ยังอยู่ แต่เริ่มเปราะบาง ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ยังได้รับแรงสนับสนุนจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณว่าแรงซื้อกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงบางกลุ่ม ขณะที่หุ้น Growth มีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของ Bond Yield มากขึ้น 📌 หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี กลับขึ้นสู่ระดับสูงอีกครั้ง ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันด้าน Valuation มากขึ้น 📊 สรุปภาพตลาด ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการเชื่อว่า "เงินเฟ้อกำลังลดลง และดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาลง" ไปสู่การตั้งคำถามว่า "หากราคาพลังงานยังสูง Fed จะยังสามารถลดดอกเบี้ยได้หรือไม่" นี่คือการเปลี่ยนแปลงของ Narrative ที่กำลังส่งผลต่อสินทรัพย์ทุกประเภท 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่า หากตลาดยังเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูง ⛽ ราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ 💰 ทองคำยังถูกกดดันจาก Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ 📊 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังอยู่ในแนวโน้มบวก แต่ความเสี่ยงด้าน Valuation เพิ่มขึ้น หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงต่อ 💡 สิ่งที่ต้องโฟกัสในช่วงนี้ไม่ใช่เพียงข่าวความขัดแย้ง แต่คือผลกระทบของราคาพลังงานที่อาจเปลี่ยนทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายการเงินในช่วงครึ่งหลังของปี 📌 สรุปสัปดาห์นี้ ตลาดไม่ได้กังวลเพียงว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อแค่ไหน แต่กำลังประเมินว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อกลับมา และลดโอกาสที่ Fed จะผ่อนคลายนโยบายการเงินได้เร็วเพียงใด นี่คือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของดอลลาร์ ทองคำ ตลาดหุ้น และสินทรัพย์เสี่ยงในระยะต่อไป หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 4 - 8 พฤษภาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 4 - 8 พฤษภาคม 2569
May 04, 2026

ความคาดหวัง vs ความจริง : ตลาดกำลังเข้าสู่ "จุดตัดสินทิศทาง" ครั้งใหญ่ สัปดาห์นี้ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังจากตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนเชื่อว่า Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 แต่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดกลับส่งสัญญาณในอีกทิศทางหนึ่ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมายของ Fed ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วอย่างที่เคยคาดไว้หรือไม่ 📊 ตลาดจึงกำลังเข้าสู่ช่วง Repricing หรือการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งดอลลาร์ พันธบัตร ทองคำ และตลาดหุ้นพร้อมกัน มาดูปัจจัยสำคัญของตลาดสัปดาห์นี้กัน 👇 1️⃣ เศรษฐกิจสหรัฐฯ = แข็งแกร่งกว่าที่ Fed ต้องการเห็น ข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย Core PCE และ Core CPI ยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง การจ้างงานยังขยายตัวต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yield) และ Real Yield ยังทรงตัวในระดับสูง 📌 เศรษฐกิจที่แข็งแรงถือเป็นข่าวดี แต่สำหรับตลาดกลับหมายถึง Fed อาจยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรีบลดดอกเบี้ย 2️⃣ ดอลลาร์ = แข็งจากผลตอบแทนที่สูง ไม่ใช่ความตื่นตระหนก ดอลลาร์ยังได้รับแรงสนับสนุนจาก Real Yield ที่อยู่ในระดับสูง และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับประเทศหลักอื่น ขณะที่หลายภูมิภาคยังเผชิญการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้เงินทุนยังคงไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลดอลลาร์ 📌 ดอลลาร์รอบนี้แข็งค่าจาก "ปัจจัยพื้นฐาน" มากกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤต 3️⃣ ทองคำ = อยู่ในช่วงพักฐาน หลังจากปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากแรงซื้อของธนาคารกลางและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทองคำเริ่มชะลอตัว ปัจจัยกดดันสำคัญ ได้แก่ ดอลลาร์แข็งค่า Real Yield อยู่ในระดับสูง นักลงทุนทยอยทำกำไร 📌 อย่างไรก็ตาม ความต้องการถือทองคำในระยะยาวยังได้รับแรงสนับสนุนจากการสะสมทุนสำรองของธนาคารกลางและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 4️⃣ หุ้นสหรัฐฯ = แนวโน้มยังเป็นบวก แต่ความเสี่ยงเริ่มเพิ่มขึ้น ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุด โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม AI และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับ ระดับ Valuation ที่ค่อนข้างสูง การเติบโตของกำไรที่เริ่มชะลอลงในบางอุตสาหกรรม การกระจุกตัวของแรงซื้อในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม 📌 ตลาดยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องเลือกลงทุนมากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการปรับฐานหากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ 5️⃣ น้ำมัน = ตัวแปรสำคัญของเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน Brent ยังคงเคลื่อนไหวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการจำกัดกำลังการผลิตของ OPEC+ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้อุปสงค์ด้านพลังงานยังอยู่ในระดับสูง 📌 หากราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงต่อ จะเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว และทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น 📊 สรุปภาพตลาด ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก Liquidity-Driven Market ไปสู่ Data-Driven Market นักลงทุนไม่ได้ซื้อสินทรัพย์เพราะคาดหวังสภาพคล่องเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินมากขึ้น 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่าจากอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูง ⛽ น้ำมันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายของ Fed 💰 ทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบ จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน 📊 ตลาดหุ้นยังได้แรงหนุนจากผลประกอบการและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่ความเสี่ยงด้าน Valuation และดอกเบี้ยยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 💡 สิ่งที่ต้องโฟกัสในช่วงนี้ไม่ใช่เพียง "Fed จะลดดอกเบี้ยเมื่อไร" แต่คือ "ข้อมูลเศรษฐกิจจะเปลี่ยนมุมมองของ Fed ได้หรือไม่" เพราะนั่นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสินทรัพย์ทั่วโลก 📌 สรุปสัปดาห์นี้ ตลาดกำลังอยู่ในช่วง Transition Phase หรือช่วงเปลี่ยนผ่านของวัฏจักรการลงทุน จากการขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่อง มาสู่การขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเศรษฐกิจ ในช่วงเวลานี้ การบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญไม่แพ้การมองหาผลตอบแทน เพราะโอกาสในรอบถัดไปมักเป็นของผู้ที่สามารถรักษาพอร์ตและอยู่รอดผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านของตลาดได้ หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 27 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 27 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2569
Apr 27, 2026

Fed ยังลดดอกเบี้ยได้อยู่ไหม หรือเกมเปลี่ยนแล้ว? สัปดาห์นี้ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาการประชุม FOMC อย่างใกล้ชิด แม้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าคือ มุมมองของ Fed ต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังทำให้ตลาดตั้งคำถามว่า เงินเฟ้ออาจกลับมาสูงอีกครั้ง และอาจทำให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่เคยคาดไว้ 📊 ธีมการลงทุนจึงเปลี่ยนจาก "Fed จะลดดอกเบี้ยเมื่อไร" มาเป็น "Fed ยังสามารถลดดอกเบี้ยได้หรือไม่ หากเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย" มาดูปัจจัยสำคัญของตลาดสัปดาห์นี้กัน 👇 1️⃣ Fed = จุดตัดของทุกตลาด แม้ตลาดแทบจะมั่นใจว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่สิ่งที่ทุกคนรอฟังคือ ถ้อยแถลงของประธาน Fed ว่าจะประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้ออย่างไร หาก Fed ส่งสัญญาณว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมา และยังจำเป็นต้องรอดูข้อมูลเพิ่มเติม ตลาดอาจตีความว่าแนวโน้ม Higher for Longer ยังคงอยู่ 📌 ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การ "คงดอกเบี้ย" แต่คือ "เหตุผล" ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของ Fed 2️⃣ น้ำมัน = ตัวแปรที่กำหนดทิศทางเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน Brent ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอน หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง ผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และเงินเฟ้อในวงกว้าง 📌 น้ำมันจึงไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ด้านพลังงาน แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดแนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed 3️⃣ ดอลลาร์ = ยังแข็ง หาก Fed ยังไม่เปลี่ยนท่าที ดอลลาร์ยังได้รับแรงสนับสนุนจากความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับสูงต่อไป นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังทำให้ดอลลาร์ได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย 📌 หาก Fed ส่งสัญญาณเข้มงวดต่อเนื่อง ดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าต่อ แต่หากเปิดโอกาสให้ลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี เงินดอลลาร์อาจเริ่มอ่อนค่าลง 4️⃣ ทองคำ = ถูกกดดันจากดอกเบี้ยและ Bond Yield แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง สาเหตุหลักมาจาก ดอลลาร์ที่แข็งค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูง ความคาดหวังว่า Fed จะยังไม่รีบลดดอกเบี้ย 📌 ในระยะนี้ ราคาทองคำได้รับอิทธิพลจากทิศทางดอกเบี้ยมากกว่าปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว 5️⃣ หุ้นสหรัฐฯ = ผลประกอบการต้องแข็งแรงกว่าผลกระทบจากดอกเบี้ย ตลาดจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้กระแส AI และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังเป็นแรงสนับสนุน แต่หาก Fed ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด หุ้นกลุ่ม Growth อาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเงินที่สูงขึ้น 📌 ตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับขึ้น แต่มีแนวโน้มเป็นการเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการปรับขึ้นทั้งตลาด 📊 สรุปภาพตลาด ปัจจุบัน ตลาดกำลังให้ความสำคัญกับ ห่วงโซ่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจ มากกว่าข่าวสงครามโดยตรง สงคราม → ราคาน้ำมัน → เงินเฟ้อ → Fed → ดอลลาร์และ Bond Yield → ทองคำและตลาดหุ้น นี่คือกลไกสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางของสินทรัพย์ทั่วโลก 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่า หาก Fed ยังคงส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ⛽ ราคาน้ำมันยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน 💰 ทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากดอลลาร์แข็งและ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง 📊 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะให้น้ำหนักทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและท่าทีของ Fed ไปพร้อมกัน 💡 สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงผลการประชุม Fed แต่คือ "น้ำเสียง" และ "มุมมองต่อเงินเฟ้อ" ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในระยะต่อไป 📌 สรุปสัปดาห์นี้ ตลาดไม่ได้รอฟังเพียงว่า Fed จะคงดอกเบี้ยหรือไม่ แต่กำลังรอฟังว่า Fed มองความเสี่ยงของเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันอย่างไร เพราะหากเงินเฟ้อยังคงเป็นความกังวลหลัก นโยบาย Higher for Longer อาจยังเป็นธีมสำคัญของตลาด และส่งผลต่อทิศทางของดอลลาร์ ทองคำ และตลาดหุ้นทั่วโลกต่อไป หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 20 - 24 เมษายน 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 20 - 24 เมษายน 2569
Apr 20, 2026

"เงินเฟ้อ" โจทย์ใหม่ ที่น่ากลัวกว่า "สงคราม" ภาพรวมตลาดสัปดาห์นี้สะท้อนชัดว่า นักลงทุนไม่ได้ให้น้ำหนักกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังจับตา ผลกระทบของสงครามที่ส่งผ่านมายังราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของสหรัฐฯ แม้ความหวังเรื่องการเจรจาจะช่วยลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ลงบางส่วน แต่ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาสูงกว่าที่คาด และส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยประเมิน 📊 ธีมการลงทุนจึงเปลี่ยนจาก "ติดตามข่าวสงคราม" มาเป็น "ประเมินว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงนานแค่ไหน" มาดูปัจจัยสำคัญของตลาดสัปดาห์นี้กัน 👇 1️⃣ เงินเฟ้อ = ความเสี่ยงที่ตลาดจับตามากที่สุด แม้ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มผ่อนคลาย แต่ตลาดกลับให้น้ำหนักกับผลกระทบที่ตามมามากกว่า ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่หมดไป ตลาดเริ่มลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed 📌 ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ "สงครามจะจบเมื่อไร" แต่เป็น "ราคาพลังงานจะกดเงินเฟ้ออยู่นานแค่ไหน" 2️⃣ Fed = Higher for Longer ยังเป็นธีมหลัก ตลาดยังเชื่อว่า Fed มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาการเปลี่ยนแปลงผู้นำ Fed และแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต 📌 ตราบใดที่เงินเฟ้อยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน ธีม Higher for Longer ก็ยังคงเป็นปัจจัยหลักของตลาด 3️⃣ ดอลลาร์ = แข็งจากมุมมองดอกเบี้ย มากกว่าความกลัว แรงหนุนของดอลลาร์ในรอบนี้ไม่ได้มาจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อที่ว่า Fed จะยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็ว ส่งผลให้เงินทุนยังคงไหลเข้าสู่ดอลลาร์ในฐานะศูนย์กลางของสภาพคล่องโลก 📌 ดอลลาร์จึงยังมีแนวโน้มแข็งค่าตราบใดที่ตลาดยังเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับสูง 4️⃣ ทองคำ = ถูกกดดันจากดอลลาร์แข็งและ Real Yield แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในรอบนี้ราคากลับไม่ได้ปรับขึ้นตามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สาเหตุหลักมาจาก ดอลลาร์แข็งค่า Real Yield ปรับตัวสูงขึ้น ตลาดมองว่า Fed ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย 📌 ปัจจุบัน ราคาทองได้รับอิทธิพลจากดอลลาร์และ Bond Yield มากกว่าข่าวสงครามเพียงอย่างเดียว 5️⃣ หุ้นสหรัฐฯ = เริ่มถูกกดดันจากต้นทุนเงิน หลังจากทำจุดสูงสุดใหม่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว เมื่อราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนเงินที่สูงขึ้นส่งผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth และ Technology 📌 ตลาดไม่ได้กังวลสงครามโดยตรง แต่กังวลผลกระทบของน้ำมันแพงต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และ Valuation ของหุ้น 6️⃣ น้ำมัน = ตัวกำหนด Narrative ของตลาด น้ำมันยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ตลาดจับตามากที่สุด แม้ราคาจะผันผวนตามข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ 📌 หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง → เงินเฟ้อมีโอกาสกลับมา → Fed ลดดอกเบี้ยได้ยาก → ดอลลาร์ยังแข็ง → ทองคำถูกกดดัน → หุ้นเผชิญแรงขายจากการปรับ Valuation 📊 สรุปภาพตลาด ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก "อ่านข่าวสงคราม" มาเป็น "ประเมินผลกระทบของเงินเฟ้อ" สิ่งที่นักลงทุนติดตามในตอนนี้ ไม่ใช่เพียงความคืบหน้าของการเจรจา แต่คือผลกระทบที่ส่งผ่านมายังราคาพลังงาน นโยบายการเงิน และต้นทุนทางการเงินของทั้งระบบ 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่า หากตลาดยังเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูง ⛽ น้ำมันยังผันผวนตามพัฒนาการของการเจรจาและความเสี่ยงด้านอุปทาน 💰 ทองคำยังถูกกดดันจากดอลลาร์แข็งและ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง 📊 หุ้นสหรัฐฯ อาจเผชิญแรงกดดันต่อ หากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับตัวสูง 💡 สิ่งที่ต้องจับตาคือ "ทิศทางราคาน้ำมัน" เพราะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงไปยังเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนทั่วโลก 📌 สรุปสัปดาห์นี้ ตลาดไม่ได้กำลังประเมินความเสี่ยงของสงครามเพียงอย่างเดียว แต่กำลังประเมินว่า ผลกระทบของสงครามจะทำให้เงินเฟ้ออยู่สูงนานแค่ไหน และนั่นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของดอกเบี้ย ดอลลาร์ ทองคำ และตลาดหุ้นในระยะต่อไป หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 13 - 17 เมษายน 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 13 - 17 เมษายน 2569
Apr 13, 2026

ตลาดกำลังเปลี่ยนเกมอีกครั้ง จาก “กลัวสงคราม” เป็น “กล้ารับความเสี่ยง” ภาพรวมตลาดสัปดาห์นี้เริ่มเปลี่ยนจากโหมด Risk-off กลับเข้าสู่ Risk-on หลังนักลงทุนมีความหวังมากขึ้นว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ดอลลาร์อ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนทยอยลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย และเริ่มกลับเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้ความกังวลเรื่องสงครามจะเริ่มคลี่คลาย แต่ตลาดยังต้องเผชิญอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ เงินเฟ้อที่อาจกลับมา หากราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นอีกครั้ง มาดูปัจจัยสำคัญของตลาดสัปดาห์นี้กัน 👇 1️⃣ การเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน = จุดเปลี่ยนของ Sentiment ตลาดตอบรับเชิงบวก หลังอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมเปิดทางให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซดำเนินได้อย่างปลอดภัย หากสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าการเจรจายังคงดำเนินต่อ และมีแนวโน้มจัดการหารือเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้ 📌 ความหวังเรื่องสันติภาพ ทำให้ตลาดเริ่มลด Risk Premium ของราคาน้ำมัน และกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทมากขึ้น 2️⃣ Fed = ยังไม่มีเหตุผลรีบลดดอกเบี้ย แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มลดลง แต่ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐยังคงเข้มงวด เจ้าหน้าที่ Fed มองว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานอาจทำให้ Core Inflation อยู่ใกล้ระดับ 3% ตลอดปี 2026 และยังไม่ตัดโอกาสในการคงดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง หากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลง 📌 ตลาดจึงยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-on ได้อย่างเต็มตัว 3️⃣ ดอลลาร์ = อ่อนค่าตาม Sentiment แต่โครงสร้างยังแข็งแรง ดัชนีดอลลาร์อ่อนตัวลงต่อเนื่อง หลังแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเริ่มลดลง เงินทุนเริ่มไหลเข้าสู่สกุลเงินเสี่ยง เช่น ยูโร ปอนด์ และดอลลาร์ออสเตรเลีย 📌 อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาสะดุด หรือราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูง ดอลลาร์ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง 4️⃣ ทองคำ = ถูกดึงจากสองแรง โดยปกติข่าวสันติภาพจะกดดันราคาทองคำ แต่ในรอบนี้ ดอลลาร์ที่อ่อนค่าช่วยประคองราคาทองไว้ ทำให้ราคาทองยังแกว่งตัวในกรอบมากกว่าจะเกิดแนวโน้มชัดเจน 📌 ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง หากการเจรจาไม่เป็นไปตามคาด หรือเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง 5️⃣ น้ำมัน = ตัวชี้วัด Mood ของตลาด ราคาน้ำมัน Brent และ WTI ปรับตัวลดลง จากความหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย แต่แรงกดดันด้านอุปทานยังคงอยู่ ทั้งจากการลดลงของสต็อกน้ำมันสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของมาตรการคว่ำบาตร 📌 น้ำมันอาจพักตัวได้ แต่ยังมีโอกาสกลับมาผันผวนได้ทุกเมื่อ 6️⃣ หุ้นสหรัฐ = รับข่าวดีมากที่สุด ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ทำจุดสูงสุดใหม่ จากแรงหนุนของผลประกอบการบริษัท ความหวังเรื่องสันติภาพ และแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม บริษัทหลายแห่งยังคงระมัดระวังต้นทุนด้านพลังงาน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มชะลอตัวในระยะถัดไป 📌 การปรับขึ้นของตลาดหุ้นรอบนี้ จึงเกิดจาก "ความหวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายลง" มากกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ 📊 สรุปภาพตลาด ตลาดกำลังเข้าสู่ธีม De-escalation Trade → นักลงทุนลดการถือดอลลาร์ → ราคาน้ำมันเริ่มคลาย Risk Premium → เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น แต่ธีมนี้จะดำเนินต่อได้ ก็ต่อเมื่อการเจรจามีความคืบหน้าจริง และราคาน้ำมันไม่กลับมาผลักดันเงินเฟ้ออีกครั้ง 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าต่อ หากการเจรจาเดินหน้า ⛽ น้ำมันยังผันผวนตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์ 💰 ทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ และยังเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง 📊 หุ้นมีแรงหนุนจาก Sentiment เชิงบวก แต่ยังต้องติดตามทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด 💡 สิ่งที่ต้องจับตา คือ "ความคืบหน้าของการเจรจา" และ "ทิศทางราคาน้ำมัน" เพราะทั้งสองปัจจัยจะเป็นตัวกำหนดว่า ตลาดจะเดินหน้าสู่ Risk-on ต่อ หรือกลับเข้าสู่ Risk-off อีกครั้ง 📌 สรุปสัปดาห์นี้ ตลาดเริ่มเชื่อใน "สันติภาพ" มากขึ้น แต่ยังไม่กล้าละเลยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เพราะหากราคาน้ำมันกลับมาพุ่งอีกครั้ง ภาพการลงทุนอาจเปลี่ยนจาก Risk-on กลับเป็น Risk-off ได้อย่างรวดเร็ว หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 6 - 10 เมษายน 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 6 - 10 เมษายน 2569
Apr 06, 2026

จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง "สงคราม-น้ำมัน-เฟด" 📌 ภาพตลาดสัปดาห์นี้ชัดมากว่า เกมไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย 3 แรงพร้อมกัน “สงคราม + น้ำมัน + นโยบายการเงิน” จุดศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดคือ Strait of Hormuz เส้นทางพลังงานที่สำคัญของโลกกว่า 20% ทุกความตึงเครียด = Risk Premium ในราคาน้ำมันทันที → น้ำมันยืนระดับสูง → ตลาดเริ่มกลัวเงินเฟ้อ “กลับมา” → และ Fed ไม่มีเหตุผลต้องรีบลดดอกเบี้ย 📊 ตลาดกำลังเปลี่ยน Narrative ชัดเจน จากเดิมที่ กลัว Geopolitics → ตอนนี้ กลัว “Higher for Longer” มาดู “โครงสร้างเกมตลาด” ตอนนี้กัน 👇 1️⃣ เงินเฟ้อ (Inflation) = ตัวแปรที่ตลาดกลัวจริง แม้จุดเริ่มจะมาจากสงคราม แต่สิ่งที่ตลาดโฟกัสคือ “ผลกระทบปลายทาง” • น้ำมันสูง → เงินเฟ้อมีโอกาสกลับมา • เงินเฟ้อไม่ลง → Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนาน 📌 จาก Fear of War → กลายเป็น Fear of Inflation 2️⃣ น้ำมัน (Oil) = ตัวคุมเกมของทุกตลาด • ราคายังยืนในโซนสูง (~100+ ดอลลาร์) • ตลาดไม่ได้กลัวแค่ความผันผวนระยะสั้น แต่กลัว “ยืนสูงนาน” 📌 ถ้าน้ำมันไม่ลง = เงินเฟ้อไม่ลง → Fed ไม่มีทางผ่อนคลายเร็ว 3️⃣ Fed = “นิ่ง” ได้มากขึ้น แม้ตัวเลขจ้างงานล่าสุดจะดูแข็งกว่าคาด แต่ภาพลึกยังมีรอยร้าว • ค่าจ้างเริ่มชะลอ • ชั่วโมงทำงานลดลง • Participation ต่ำลง 📌 แปลเป็นภาษาตลาด คือ “ไม่แย่พอให้ลดดอกเบี้ย แต่ก็ไม่ดีพอให้มั่นใจเรื่องเศรษฐกิจ” → Fed เลยเลือก “อยู่นิ่ง” 4️⃣ สภาพคล่อง (Liquidity) = กำลังตึง เมื่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงนาน • เงินไหลเข้าดอลลาร์ • Bond Yield ทรงสูง • สินทรัพย์เสี่ยงโดนกดพร้อมกัน 📌 นี่คือสภาพ “เงินแพง + สภาพคล่องหาย” 5️⃣ Flow ของเงิน = บอกทุกอย่าง 💵 ดอลลาร์ = ผู้ชนะในเกมนี้ ได้ทั้ง Safe Haven + ดอกเบี้ยสูง 💰 ทอง = ปลอดภัย แต่ขึ้นไม่สุด โดนกดจาก Dollar + Real Yield ⛽ น้ำมัน = ตัวตั้งเกม ยังเป็นตัวส่งผ่านเงินเฟ้อหลัก 📊 หุ้น = เปราะบางที่สุด เจอทั้งต้นทุนสูง + ดอกเบี้ยสูงนาน 📌 ตลาดเลยเห็นภาพ “ทองลง + หุ้นลง” พร้อมกัน 📊 สรุปภาพตลาดตอนนี้ ตลาดไม่ได้กำลังตีราคาสงคราม แต่กำลังตีราคา “ผลของสงคราม” → น้ำมันสูง → เงินเฟ้อเสี่ยงกลับมา → ดอกเบี้ยสูงนาน → สภาพคล่องตึงทั้งระบบ 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์ยังแข็ง ⛽ น้ำมันยังผันผวนสูง 💰 ทองแกว่งขึ้นจำกัด 📊 หุ้นยังเสี่ยงโดนกดต่อ 💡 สิ่งที่ต้องโฟกัสตอนนี้ไม่ใช่ “เดาทิศ” แต่คือ “ดูว่าเงินไหลไปไหน” ถ้า Flow ยังเข้าดอลลาร์ + พลังงาน → เกมยังไม่จบ แต่ถ้าเห็น น้ำมันเริ่มพัก Yield ลด และดอลลาร์อ่อน → นั่นคือสัญญาณแรกของการ “คลายเกม” 📌 สรุปสัปดาห์นี้ “ตลาดไม่ได้กลัวสงคราม แต่กำลังกังวลว่า เงินเฟ้อจะกลับมา ในวันที่เศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรง” หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 30 มีนาคม - 3 เมษายน 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 30 มีนาคม - 3 เมษายน 2569
Mar 30, 2026

ตลาดเริ่มกลัว “การเติบโตสะดุด” จากเงินเฟ้อมากกว่าสงคราม Oil Shock กดการเติบโต Fed ยังไม่รีบช่วย ตลาดเข้าสู่โหมดระวังความเสี่ยง ภาพตลาดสัปดาห์นี้สะท้อนชัดว่า นักลงทุนไม่ได้กังวลแค่เรื่องสงครามตะวันออกกลางอีกต่อไป แต่กำลังกลัวผลกระทบที่ตามมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง ตลาดเริ่มตีความทันทีว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้น ขณะที่การเติบโตมีแนวโน้มชะลอลง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "Growth Scare" หรือความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจโตได้ช้ากว่าที่คาด ปัญหาคือ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอ แต่เงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงสูงจากราคาพลังงาน Fed ก็ไม่สามารถรีบลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ง่ายเหมือนเดิม 📌 จากเดิมที่ตลาดกลัวสงคราม ตอนนี้กำลังกลัว "เศรษฐกิจชะลอ ในวันที่เงินเฟ้อยังไม่ยอมลง" มาดูภาพใหญ่ของตลาดสัปดาห์นี้กันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 💡 1️⃣ น้ำมัน (Oil) ยังเป็นตัวกำหนดอารมณ์ตลาด • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังรบกวนการขนส่งพลังงาน • ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นเหนือ 110 ดอลลาร์ในบางช่วง • ตลาดกังวลว่าต้นทุนพลังงานจะอยู่สูงนานกว่าที่คาด 📌 ทุกครั้งที่น้ำมันขึ้น ตลาดจะเริ่มคิดถึงเงินเฟ้อทันที 2️⃣ Fed ยังเลือก "Wait and See" • เจ้าหน้าที่ Fed หลายคนส่งสัญญาณตรงกันว่า นโยบายปัจจุบันยังเหมาะสม • ยังไม่เร่งลดดอกเบี้ย • ต้องการรอดูผลกระทบจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อก่อน 📌 ตลาดเริ่มลดความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยเร็วลงอีกครั้ง 3️⃣ Bond Yield กำลังสะท้อนความกังวลใหม่ • ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น • นักลงทุนเริ่มปรับมุมมองเส้นทางดอกเบี้ยใหม่ • สะท้อนความเสี่ยง "เศรษฐกิจชะลอ แต่เงินเฟ้อยังอยู่" 📌 นี่คือสัญญาณของ Stagflation Fear ที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง 4️⃣ ดอลลาร์ (DXY) ยังเป็นผู้ชนะของรอบนี้ ดอลลาร์แข็งค่าไม่ได้มาจาก Safe Haven เพียงอย่างเดียว • ได้แรงหนุนจาก Bond Yield ที่สูงขึ้น • ตลาดมองว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยช้ากว่าคาด • เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์สภาพคล่องสูง 📌 เงินยังเลือกดอลลาร์เป็นที่พักหลักของโลก 5️⃣ ทองคำ (Gold) ได้แรงซื้อหลบภัย แต่ขึ้นได้ไม่สุด • สงครามยังช่วยหนุนความต้องการทอง • แต่ถูกกดดันจากดอลลาร์แข็งและ Yield สูง • ทำให้ราคาทองแกว่งตัวมากกว่าที่ควรจะเป็นในภาวะเสี่ยง 📌 Safe Haven ยังทำงาน แต่ดอลลาร์กำลังเด่นกว่า 6️⃣ หุ้นสหรัฐ (Equities) ฟื้นได้เป็นช่วง ๆ แต่ยังเปราะบาง • S&P 500 และ Nasdaq ยังเผชิญแรงกดดัน • หุ้นเทคถูกกระทบจากต้นทุนเงินที่สูง • นักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องกำไรบริษัทในช่วงเศรษฐกิจชะลอ 📌 ตลาดยังมองว่าการรีบกลับเข้าเสี่ยงเร็วเกินไป 📊 สรุปภาพตลาดตอนนี้ ธีมหลักของตลาดไม่ใช่สงคราม แต่คือ "Growth Scare + Oil Shock" น้ำมันที่สูงขึ้นกำลังกดการเติบโต ขณะที่ Fed ยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้ง่าย ผลลัพธ์คือ 💵 ดอลลาร์แข็ง 📈 Yield สูง 🥇 ทองขึ้นแบบจำกัด 📉 หุ้นยังฟื้นตัวได้ยาก 📈 สิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้า ⛽ น้ำมันจะยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์หรือไม่ 🌍 สงครามจะเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายหรือไม่ 🏦 Fed จะยังคงโทน Wait and See ต่อหรือเปล่า 💡 ตอนนี้ตลาดไม่ได้วิ่งเข้าหาความเสี่ยง แต่กำลังวิ่งหาความปลอดภัยก่อน ตราบใดที่น้ำมันยังสูง และ Fed ยังไม่พร้อมผ่อนคลาย เกมของดอลลาร์ยังมีโอกาสได้เปรียบต่อไป 📌 รอบนี้สิ่งที่ตลาดกลัวที่สุด ไม่ใช่สงคราม แต่คือ "เศรษฐกิจที่กำลังชะลอ ในวันที่เงินเฟ้ออาจกลับมาอีกครั้ง" หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 23-27 มีนาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 23-27 มีนาคม 2569
Mar 23, 2026

ตลาดไม่ได้กลัวสงคราม แต่กำลังกลัว “เงินเฟ้อรอบใหม่” น้ำมันดันเงินเฟ้อ Fed ยังไม่ถอย ตลาดโดนกดทั้งกระดาน ภาพตลาดในสัปดาห์นี้ชัดมากว่า “ตัวแปรหลัก” ไม่ใช่สงคราม แต่คือผลกระทบของสงครามที่ส่งผ่านไปยัง “ราคาพลังงาน” และสุดท้ายไปจบที่ “เงินเฟ้อ” เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง ตลาดเริ่มตีความทันทีว่า เงินเฟ้อมีโอกาส “กลับมา” และนั่นหมายความว่า Fed จะ “คงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด” ผลลัพธ์คือ เงินไหลเข้าดอลลาร์ Bond Yield ทรงสูง และสินทรัพย์เสี่ยงโดนขายพร้อมกัน นี่คือเหตุผลที่วันจันทร์ที่ผ่านมา เราเห็นทั้ง “ทองคำร่วงแรงแตะโซน $4,100/oz” และ “หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงทั้งกระดาน” 📌 ตลาดกำลังเปลี่ยน Narrative อย่างชัดเจน จากเดิม กลัว Geopolitics ตอนนี้กลายเป็น กลัว “Higher for Longer”จากที่กลัวสงครามกลายเป็นกลัวดอกเบี้ยสูง มาดู “ภาพใหญ่ของตลาด” สัปดาห์นี้กันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 💡 1️⃣ เงินเฟ้อ (Inflation) ตัวแปรจริงที่ตลาดกำลังกังวล แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากสงคราม แต่สิ่งที่ตลาด “กลัวจริง” คือผลกระทบที่ส่งไปถึงเงินเฟ้อ • ราคาน้ำมันพุ่ง → ตลาดเริ่มมองว่าเงินเฟ้อมีโอกาส “กลับมา” • และนั่นหมายถึง Fed อาจต้อง “คงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คิด” 📌 จากเดิมกลัวสงคราม → ตอนนี้กลายเป็นกลัว “Higher for Longer” 2️⃣ สภาพคล่องตึง (Tight Financial Conditions) กำลังกดทั้งระบบ เมื่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงนาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ • เงินไหลเข้าดอลลาร์ • Bond Yield ยืนสูง • สินทรัพย์เสี่ยงโดนขายพร้อมกัน 📌 นี่คือภาพของตลาดที่ “เงินแพง + สภาพคล่องหาย” 3️⃣ น้ำมัน (Oil) ต้นตอของเกมรอบนี้ • ราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูง (โซน ~100–110 ดอลลาร์/บาร์เรล) • แม้ย่อ แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดความตึงเครียด 📌 ตลาดไม่ได้กลัว “ราคาวันนี้” แต่กลัวว่า ถ้าน้ำมันยืนสูงนาน = เงินเฟ้อจะไม่ลง → Fed ไม่มีทางรีบผ่อนคลาย 4️⃣ ดอลลาร์ (DXY) แข็งจากดอกเบี้ย + Yield รอบนี้ดอลลาร์แข็ง ไม่ใช่แค่ Safe Haven • ได้แรงหนุนจาก Bond Yield ที่ยังสูง • และความคาดหวังดอกเบี้ยสูงนาน • DXY ขยับเข้าใกล้โซน 100 📌 สะท้อนว่าเงินทุนกำลัง “ไหลกลับสหรัฐ” 5️⃣ ทองคำ (Gold) ถูกกดจาก Real Yield + Dollar • ราคาทองร่วงแรง ลงไปแตะโซน ~$4,100 • ไม่ใช่เพราะความเสี่ยงหาย แต่เพราะ ดอลลาร์แข็ง Yield สูง และ Real Yield ขึ้น 📌 ในสภาวะดอกเบี้ยสูง ทองจะเสียความน่าสนใจทันที → จาก Safe Haven กลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูก “ขายลดความเสี่ยง” 6️⃣ หุ้นสหรัฐ (Equities) ลงพร้อมกันทั้งกระดาน • Nasdaq / S&P500 ถูกกด โดยเฉพาะกลุ่ม Tech • Valuation ถูกปรับใหม่จากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น 📌 ตลาดกำลัง Discount ว่า “ต้นทุนเงินจะสูงนานกว่าที่คิด” → เลยเห็นทั้งหุ้นลง + ทองลง พร้อมกัน 📊 สรุปภาพตลาดตอนนี้ ตลาดกำลัง Pricing เรื่องเดียวชัด ๆ คือ เงินเฟ้ออาจกลับมา ดอกเบี้ยจะสูงนาน สภาพคล่องจะตึงต่อ Geopolitics = แค่จุดเริ่ม แต่ Inflation = ตัวกำหนดเกมจริง 📈 แนวโน้มระยะสั้น 💵 ดอลลาร์ยังมีโอกาสแข็ง ⛽ น้ำมันยังผันผวนสูง 💰 ทองมีโอกาสแกว่งลง 📊 หุ้นยังเสี่ยงโดนกด Valuation 💡 สิ่งที่ต้องดูตอนนี้ไม่ใช่ “เดาทิศ” แต่คือ “เงินกำลังไหลไปไหน” ถ้าเงินยังไหลเข้าดอลลาร์ + พลังงาน และไหลออกจากหุ้น → เกมยังไม่จบ แต่ถ้าเห็น น้ำมันเริ่มพัก Yield ลด และดอลลาร์อ่อน อาจเป็นสัญญาณว่า ตลาดเริ่มคลายความกังวลแล้ว 📌 “รอบนี้ไม่ใช่สงครามที่กดตลาด…แต่มันคือ ‘เงินเฟ้อ’ ที่ทำให้ Fed ไม่มีทางช่วย” หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 16-20 มีนาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 16-20 มีนาคม 2569
Mar 16, 2026

2 แรงกดดันใหญ่ที่เขย่าตลาดโลก : สงคราม vs นโยบายเฟด ตลาดโลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “ตัวเลขเศรษฐกิจ” อย่างเดียว แต่ตอนนี้กำลังถูกครอบด้วย 2 แรงกดพร้อมกัน ทั้งสงครามระหว่างสหรัฐฯ - อิหร่าน ที่ดันราคาพลังงานขึ้น และการประชุมเฟดที่ต้องตัดสินใจท่ามกลางภาพเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว แต่เงินเฟ้อเสี่ยงเร่งกลับจากน้ำมัน นี่คือเหตุผลที่เงินไหลสลับเร็วมากระหว่างดอลลาร์ น้ำมัน ทอง และหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มาดูภาพใหญ่ของตลาดตอนนี้กันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ✨ 1️⃣ สงครามคือตัวตั้งของทุกตลาดตอนนี้ • ความขัดแย้งตะวันออกกลางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 • จุดเสี่ยงหลักอยู่ที่ Strait of Hormuz เส้นทางขนส่งพลังงาน ~20% ของโลก • การส่งออกจากอ่าวลดลงกว่า 60% และบางประเทศลดกำลังผลิตลงแรง 📌 น้ำมันรอบนี้ขึ้นเพราะ “Supply Shock” ไม่ใช่ Demand 📌 ตลาดจึงอยู่ในโหมด “Risk-off + Inflation Fear” พร้อมกัน → ยิ่งน้ำมันขึ้น ธนาคารกลางยิ่งผ่อนคลายยาก แม้เศรษฐกิจเริ่มอ่อน 2️⃣ เฟด (Fed) คงดอกเบี้ย แต่ “น้ำเสียง” สำคัญกว่า • ตลาดให้โอกาส ~99% ที่เฟดจะคงดอกเบี้ย • แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ Powell จะกังวล “เงินเฟ้อ” หรือ “เศรษฐกิจ” มากกว่า ภาพเศรษฐกิจตอนนี้เริ่ม “สวนทางกัน” • Core PCE ยังสูง ~3.1% • GDP ถูกปรับลงเหลือ 0.7% • ตลาดแรงงานเริ่มอ่อน (NFP -92K / ว่างงาน 4.4%) 📌 เฟดอยู่ในจุด “ลดเร็วก็เสี่ยง ตึงนานก็เสี่ยง” 📌 มีแนวโน้มใช้โทน Wait-and-see มากกว่าส่งสัญญาณชัด → ถ้าน้ำมันยังสูง ความหวังลดดอกเบี้ยอาจถูกเลื่อนออกไป 3️⃣ ดอลลาร์ (US Dollar) แข็งเพราะโลกกลัว • เงินไหลเข้าดอลลาร์ก่อนทองในช่วง Risk-off • ได้เปรียบทั้งเรื่องสภาพคล่อง + ตลาดพันธบัตร 📌 ถ้าสงครามยืด + น้ำมันสูง → ดอลลาร์มีโอกาสแข็งต่อ 📌 แต่ถ้าน้ำมันเริ่มลง + เฟดห่วง Growth มากขึ้น → ดอลลาร์อาจเริ่มอ่อน 4️⃣ ทองคำ (Gold) เป็น Safe Haven แต่ยังไม่ใช่พระเอก • มีแรงซื้อจากความเสี่ยง แต่ถูกกดจากดอลลาร์แข็ง • และ Bond Yield ที่ยังสูง 📌 ตอนนี้ทองอยู่ในสถานะ “ขึ้นได้ แต่ไม่สุด” 📌 แต่ถ้าเมื่อไหร่ตลาดเริ่มกลัว Growth มากกว่า Inflation → ทองมีโอกาสกลับมาเด่นทันที 5️⃣ น้ำมัน (Oil) = ตัวกำหนดเกมทั้งหมด • การส่งออกจากประเทศอ่าวลดลงกว่า 61% • เหลือ ~9.71 ล้านบาร์เรล/วัน จาก 25.13 ล้าน 📌 น้ำมันตอนนี้คือ “ตัวแปลสงคราม → เป็นต้นทุนเศรษฐกิจจริง” แนวสำคัญที่ต้องจับตา • >100 ดอลลาร์ → กดหุ้น + กด Valuation • <100 ดอลลาร์ → ตลาดเริ่มหายใจได้ 📌 ตอนนี้ทุกสินทรัพย์ “หมุนรอบน้ำมัน” 6️⃣ หุ้นสหรัฐ (US Equities) เด้งได้…แต่ยังเปราะบาง • รีบาวด์ได้จากแรงซื้อ + น้ำมันย่อตัว • แต่ภาพรวมยังไม่ใช่ขาขึ้นเต็มตัว 📌 ถ้าน้ำมันเด้งแรงอีก → หุ้น growth / consumer จะโดนก่อน 📌 กลุ่มพลังงานยังเป็น sector ที่แข็งกว่าในช่วงนี้ → ตลาดยังมองว่าการขึ้นตอนนี้เป็น “tactical rebound” มากกว่า bullish trend สรุปภาพใหญ่ของตลาดตอนนี้ 💡 ตลาดกำลังอยู่ในโหมด “Growth Scare + Oil Shock” 💵 ดอลลาร์ยังได้เปรียบ ⛽ น้ำมันคุมอารมณ์ตลาด 💰 ทองยังขึ้นไม่สุด 📊 หุ้นเด้งได้ แต่ยังไม่ปลอดภัย แนวโน้มระยะสั้น (2–3 วันข้างหน้า) 📊 ถ้าจะดูทิศตลาด ให้โฟกัส 3 ตัวนี้เป็นหลัก 1️⃣ น้ำมันยังยืนเหนือ 100 ไหม 2️⃣ Powell พูดเรื่อง Inflation จากพลังงานแรงแค่ไหน 3️⃣ Dollar กับ Bond Yield ยังไปทางเดียวกันหรือไม่ 📌 ถ้า 3 ตัวนี้ยัง “ตึง” → ตลาดจะยังเล่นแบบระวังตัว 📌 แต่ถ้าน้ำมันเริ่มคลาย + เฟดไม่ hawkish เพิ่ม → หุ้นและทองมีโอกาสฟื้นตัวมากขึ้น มองตลาดตอนนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่ “เดาทิศ” แต่คือ “ดูว่าเงินกำลังไหลไปที่ไหน” หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 9-13 มีนาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 9-13 มีนาคม 2569
Mar 09, 2026

Double Shock ตลาดการเงินโลก สงครามดันน้ำมันพุ่ง – จ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแรง ตอนนี้ไม่ใช่ “แค่ข่าวสงคราม” แต่คือ ช็อกสองเด้งที่ตลาดกลัวที่สุดพร้อมกัน • ฝั่งแรก น้ำมันพุ่งแรงเพราะความเสี่ยงอุปทานจากสงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน • ฝั่งสอง ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ วันศุกร์ออกมาอ่อนแอเกินคาด สะท้อนเศรษฐกิจเริ่มแผ่ว 📌 เมื่อ 2 เรื่องนี้มารวมกัน ตลาดจึงตีความเป็นภาพเดียวกันว่า “เงินเฟ้อเสี่ยงกลับมา แต่การเติบโตกลับชะลอ” หรือที่เรียกกันว่า Stagflation Scare และนั่นคือเหตุผลที่วันนี้สินทรัพย์ทั่วโลกแกว่งแรงพร้อมกัน 📌 สถานการณ์รอบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ถูกเร่งด้วย “แรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์” โดยตรง โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ตลาดเริ่มปรับสมดุลใหม่ มาดูภาพใหญ่ของตลาดตอนนี้กันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ✨ 1️⃣ น้ำมัน (Oil) สินทรัพย์ที่ตอบสนองแรงที่สุดในรอบนี้ • ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นเกือบ 20% ในวันเดียว • แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 บางรายงานระบุว่า Brent ขยับขึ้นใกล้ 117 ดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องการผลิตและการขนส่ง 📌 จุดสำคัญคือ Strait of Hormuz เส้นทางขนส่งพลังงานที่เชื่อมอุปทานน้ำมันโลกจำนวนมาก 📌 น้ำมันขึ้นรอบนี้ไม่ได้มาจาก Demand แข็งแรง แต่เกิดจาก “Supply Shock” จากสงครามโดยตรง 2️⃣ เศรษฐกิจสหรัฐฯ (US Economy) ข้อมูลเศรษฐกิจออกมาในจังหวะที่ตลาดกำลังเปราะบาง • การจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 92,000 ตำแหน่ง • ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น • อัตราว่างงานขยับขึ้นเป็น 4.4% จาก 4.3% 📌 สะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัวจริง ไม่ใช่แค่การชะลอลงเล็กน้อย 📌 เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเย็นลง แต่ต้นทุนพลังงานกลับพุ่งขึ้น ความกังวลเรื่อง “Stagflation” จึงเริ่มถูกพูดถึงอีกครั้ง 3️⃣ ดอลลาร์ (US Dollar) แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ความเสี่ยงเพิ่ม เงินไม่ได้ไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยง แต่ไหลเข้าหา “สินทรัพย์ที่อยู่รอดได้ก่อน” • ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือนเมื่อเทียบกับยูโร • สกุลเงินเสี่ยงและตลาดเกิดใหม่ถูกขายพร้อมกัน 📌 ดอลลาร์ยังคงเป็นแหล่งสภาพคล่องหลักของโลกในยามวิกฤต และยังได้แรงหนุนจากสถานะของสหรัฐฯ ในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ 4️⃣ ทองคำ (Gold) ไม่ได้ขึ้นแรงอย่างที่คิด แม้จะมีสงคราม แต่ทองไม่ได้ขึ้นแรงอย่างที่หลายคนคิด เพราะกำลังถูกกดจาก 2 ปัจจัยพร้อมกัน • ดอลลาร์แข็งค่า → ทำให้ทองแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลอื่น • Bond Yield ปรับตัวขึ้น → เพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทอง 📌 ผลคือทองอยู่ในสถานะ “Safe Haven แบบไม่สะอาด” มีแรงซื้อจากความกลัว แต่ถูกดอลลาร์และ Yield หักล้างบางส่วน 5️⃣ ตลาดหุ้น (Equities) ฝั่งที่ได้รับแรงกดดันชัดที่สุด • ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจกลับเริ่มอ่อนตัว • ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ อ่อนตัวราว 2% ขณะที่ตลาดเอเชียหลายแห่งปรับลงแรง 📌 ตลาดกำลัง “รีเซ็ต Valuation ใหม่” โดยเฉพาะหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อ Bond Yield สรุปภาพใหญ่ของตลาดตอนนี้ 💡 ตลาดกำลัง Pricing 3 เรื่องพร้อมกัน 1️⃣ สงครามอาจยืดเยื้อ 2️⃣ น้ำมันสูงอาจดันเงินเฟ้อกลับมา 3️⃣ เฟดอาจลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดคาด เมื่อราคาพลังงานพุ่งแรง ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น แม้เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอก็ตาม แนวโน้มระยะสั้นของตลาด 📊 ภาพตอนนี้ยังเป็น Risk-off + Inflation Fear มากกว่า Panic หมายความว่า 💵 ดอลลาร์ยังมีโอกาสแข็งต่อ ⛽ น้ำมันยังผันผวนสูง 💰 ทองอาจแกว่งสองทาง 📊 หุ้นยังเสี่ยงถูกกด Valuation โดยเฉพาะถ้าน้ำมันยังยืนเหนือโซน 100-110 ดอลลาร์ 📌 มองตลาดตอนนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่การ “เดาทิศ” แต่คือการดูว่า เงินกำลังไหลไปที่ไหน หากเงินยังไหลเข้าดอลลาร์และพลังงาน และยังหนีออกจากหุ้น แปลว่าเกมยังไม่จบ แต่หาก น้ำมันเริ่มพักตัว ดอลลาร์อ่อนค่า และ Bond Yield ลดลง อาจเป็นสัญญาณว่าความเสี่ยงในตลาดกำลังเริ่มคลี่คลาย เพราะตลาดไม่ได้กลัวแค่สงคราม แต่กำลังกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจชะลอ หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 2-6 มีนาคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 2-6 มีนาคม 2569
Mar 02, 2026

สงครามปะทุ ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด ตลาดการเงินกำลังรีเซ็ตความเสี่ยงครั้งใหญ่ ข่าวการเปิดฉากโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ไม่ใช่แค่ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ แต่คือแรงกระแทกต่อ “ระบบการเงินโลก” แบบทันที ตลาดไม่ได้ค่อย ๆ ปรับตัว แต่เป็นการปรับพอร์ตพร้อมกันทั่วโลกในโหมด Risk-Off สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขาย สินทรัพย์ปลอดภัยถูกเข้าซื้อ 📌 นี่ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น แต่คือการเปลี่ยนกรอบประเมินความเสี่ยงทั้งระบบ มาดูกันว่าแต่ละสินทรัพย์กำลังส่งสัญญาณอะไรบ้าง ✨ 1️⃣ หุ้นโลก (Global Equities) • ตลาดเอเชียปรับตัวลงพร้อมกัน • ฟิวเจอร์สสหรัฐเปิดลบมากกว่า 1% แรงขายครั้งนี้ไม่ได้มาจากงบหรือข้อมูลเศรษฐกิจ แต่มาจาก “ความไม่แน่นอน” ทางภูมิรัฐศาสตร์ 📌 ตลาดหุ้นไม่กลัวข่าวร้ายเท่ากับ “ประเมินขอบเขตไม่ได้” 📌 ถ้าความขัดแย้งลุกลาม การค้า พลังงาน และซัพพลายเชนอาจได้รับผลกระทบ 2️⃣ ดอลลาร์ ทองคำ และพันธบัตร (Safe Haven Flow) เมื่อความเสี่ยงเพิ่ม เงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยทันที • ทองคำ ปรับขึ้นราว 1–2% 📌 เพราะไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต และไม่ผูกกับรัฐบาลใด • ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น แม้สหรัฐเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในวิกฤต ตลาดยังมอง USD เป็นสภาพคล่องหลักของโลก • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ถูกซื้อ → ราคาขึ้น → Bond Yield ลดลง 📌 ภาพนี้เคยเกิดในเหตุการณ์ตะวันออกกลางหลายครั้งในอดีต รูปแบบการตอบสนอง “แทบเหมือนกัน” 3️⃣ น้ำมัน (Oil) สินทรัพย์ที่อ่อนไหวที่สุดรอบนี้ • Brent และ WTI ปรับขึ้นแรง สาเหตุจากความกังวลด้านอุปทาน จุดสำคัญคือ ช่องแคบ Hormuz เส้นทางขนส่งพลังงานเกือบ 20% ของโลก 📌 หากเส้นทางถูกรบกวน ราคาน้ำมันอาจพุ่ง 80–100 ดอลลาร์ หรือสูงกว่า 📌 น้ำมันขึ้น = เงินเฟ้อแบบ Cost-Push กลับมา และถ้าเงินเฟ้อกลับมา Fed อาจต้องเลื่อนการลดดอกเบี้ย สรุปภาพรวมตลาดสัปดาห์นี้ 💡 📊 หุ้น → ถูกลดความเสี่ยง 💰 ทอง → ได้ประโยชน์ 💵 ดอลลาร์ → แข็งค่าในฐานะ Safe Haven 📉 Bond Yield → ลดลง ⛽ น้ำมัน → ตัวแปรชี้ชะตาเงินเฟ้อ หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินใด ๆ เพิ่มเพื่อนกับเราได้ที่ LINE OA : https://lin.ee/U2wJicl (@RoboAcademy) ✨ #RoboAcademy #WeeklyMarketUpdate #MarketUpdate #ภาพรวมตลาด #ตลาดการเงิน —— Disclaimer : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569
Feb 23, 2026

เศรษฐกิจเริ่มชะลอ แต่เงินเฟ้อไม่ยอมลง ตลาดโลกเข้าสู่ "จุดตัดสินใจ" สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณที่ “ขัดแย้งกันเอง” อย่างชัดเจน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลง แต่เงินเฟ้อกลับเร่งตัว ดอลลาร์แกว่งตัวไร้ทิศทาง ทองคำเริ่มแข็งแรง ขณะที่หุ้นยังพยายามปรับขึ้นต่อ นี่คือสภาวะที่เทรดเดอร์เรียกว่า “ตลาดกำลังกังวลอนาคตดอกเบี้ย” และประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะทิศทางของ Fed อาจเป็นตัวกำหนดเทรนด์ตลาดทั้งปี มาดูกันว่าแต่ละสินทรัพย์กำลังส่งสัญญาณอะไรบ้าง? 1. เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอชัดเจน 📌 ตัวเลข PMI ล่าสุดสะท้อนโมเมนตัมที่อ่อนลง Manufacturing PMI = 51.2 (ลดลงจาก 52.4) Services PMI = 52.3 (ต่ำกว่าคาด 53.0) แม้ PMI ยังอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจยังขยายตัว แต่ภาพรวมเริ่มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังเติบโต แต่เติบโตช้าลง ตลาดเริ่มมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลัง “เย็นลง” 📌 ด้าน GDP (QoQ) ออกมาที่ 1.4% ต่ำกว่าคาด 2.8% และลดลงจาก 4.4% การลดลงเกือบครึ่งหนึ่งของ GDP เป็นสัญญาณชัดว่า “เศรษฐกิจเริ่มชะลอจริง” โดยปกติ ภาพแบบนี้ควรเป็นบวกต่อหุ้นและทองคำ เพราะเพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ย 📌 แต่ปัญหาคือ เงินเฟ้อกลับเร่งตัว Core PCE (MoM) = 0.4% (สูงกว่าคาด 0.3% และครั้งก่อน 0.2%) ขณะนี้สหรัฐฯ อยู่ในภาวะ “เศรษฐกิจชะลอ แต่เงินเฟ้อยังสูง” ซึ่งทำให้ Fed ตัดสินใจได้ยากมาก 2. ดอลลาร์สหรัฐ (USD) เข้าสู่โหมดไร้ทิศทาง ตามทฤษฎี หาก GDP แย่ → ดอลลาร์ควรอ่อนค่า แต่เมื่อเงินเฟ้อยังสูง → Fed ลดดอกเบี้ยได้ยาก ผลลัพธ์คือ ดอลลาร์ “ไม่ลงแรง แต่ก็ไม่แข็งชัด” ตลาดกำลังรอดูว่า Fed จะเลือกจัดการเงินเฟ้อก่อน หรือจะหันมาประคองเศรษฐกิจ 📌 ในระยะสั้น USD จึงเข้าสู่โหมด Sideway ผันผวนตามข่าวและการคาดการณ์ดอกเบี้ย 3. ทองคำ (Gold) เริ่มได้เปรียบเชิงโครงสร้าง สถานการณ์ปัจจุบันเอื้อต่อทองคำในหลายมิติ เศรษฐกิจชะลอ ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น และดอกเบี้ยมีโอกาสปรับลงในอนาคต 📌 ทองคำจึงเริ่มมีแรงซื้อกลับ เงินทุนขนาดใหญ่เริ่มมองทองเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงระยะกลาง หากความไม่แน่นอนยังดำเนินต่อ ทองมีแนวโน้มรักษา Bias เชิงบวกไว้ได้ 4. หุ้นสหรัฐฯ ยังขึ้นได้ แต่เริ่ม “เลือกตัว” แม้ GDP จะออกมาต่ำกว่าคาด ตลาดหุ้นไม่ได้ปรับลงแรง เหตุผลหลักคือ นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจที่ชะลอลง อาจเปิดทางให้ Fed ผ่อนคลายในอนาคต อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดเริ่มเปลี่ยนจาก “ขึ้นทั้งกระดาน” เป็น “Selective Rally” 📌 เม็ดเงินกำลังไหลเข้า AI, หุ้นเทคโนโลยีคุณภาพสูง และบริษัทที่มีกำไรจริง มากกว่าการเก็งกำไรทั้งตลาดเหมือนช่วงก่อนหน้า โครงสร้างยังไม่เสีย แต่ความกว้างของตลาดเริ่มแคบลง 5. น้ำมัน (Oil) เริ่มถูกกดดันจากภาพ Growth เศรษฐกิจที่ชะลอลงหมายถึงความต้องการใช้น้ำมันอาจลดลงตาม 📌 ตลาดจึงเริ่มกังวล Demand โลก ทำให้ราคาน้ำมันเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น น้ำมันจึงเป็นสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดในช่วงนี้ สรุปภาพรวมตลาดสัปดาห์นี้ 💡 💵 USD → แกว่งตัวสูง ไร้ทิศทางชัด 💰 ทอง → เริ่มได้เปรียบจากความไม่แน่นอน 📊 หุ้น → ยังขึ้นได้ แต่ต้องเลือกตัว ⛽ น้ำมัน → เสี่ยงถูกกดดันจาก Growth ที่ชะลอ ขณะนี้ตลาดโลกอยู่ในช่วง “เศรษฐกิจเริ่มเบา แต่เงินเฟ้อยังไม่ยอมตาย” นี่คือช่วงที่ความผันผวนมักสูงที่สุด เพราะไม่มีใครมั่นใจว่า Fed จะเดินเกมอย่างไรต่อ และบ่อยครั้ง ช่วงลักษณะนี้มักเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “เทรนด์รอบใหม่” เสมอ คำแนะนำจาก RoboAcademy 📚 ช่วงนี้ไม่ใช่ตลาดสำหรับการคาดเดาทิศทางระยะยาว แต่เป็นตลาดที่ต้องเล่นตาม Momentum ลดการ Overtrade และเลือกสินทรัพย์ให้ถูกฝั่ง เพราะเมื่อสมดุลใหม่ชัดเจน เทรนด์ใหญ่จะตามมาเอง บทวิเคราะห์โดย ทีมโค้ช RoboAcademy —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 16-20 กุมภาพันธ์ 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 16-20 กุมภาพันธ์ 2569
Feb 16, 2026

แรงงานแกร่ง แต่เงินเฟ้อเย็น เกมดอกเบี้ยเฟดเข้าสู่จุดชี้ชะตา สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมา “คนละทิศคนละทาง” อย่างชัดเจน ตัวเลขจ้างงานแข็งแรงเกินคาด ขณะที่เงินเฟ้อกลับชะลอลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี คำถามคือ…นี่คือภาพ Soft Landing ที่แท้จริง หรือเป็นเพียงความสงบก่อนคลื่นผันผวนลูกใหม่? ตัวเลขสำคัญที่เขย่าตลาด ได้แก่ ดอลลาร์เด้งก่อนอ่อนค่า Bond Yield ขึ้นแล้วร่วง ทองคำพุ่งแรงกว่า 2% หุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวสลับผันผวน ทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วย “ความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed” มาดูกันว่าแต่ละสินทรัพย์กำลังส่งสัญญาณอะไรบ้าง? 1. ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังไม่ยอมชะลอ ตัวเลข Non-Farm Payrolls (NFP) ออกมาที่ +130,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ ขณะที่อัตราว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 4.3% ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้น +0.4% m/m และ +3.7% y/y ภาพที่สะท้อนออกมาคือ ตลาดแรงงานยังแข็งแรงกว่าที่หลายฝ่ายกังวล แม้เศรษฐกิจจะเริ่มส่งสัญญาณชะลอในบางภาคส่วน 📌 ผลลัพธ์ที่ตามมาในตลาดคือ Bond Yield ดีดตัวขึ้นทันที ดอลลาร์แข็งค่าในช่วงแรก และตลาดเริ่มลดความคาดหวังว่า Fed จะรีบลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป 📌 แรงงานที่ยัง “ไม่พัง” ทำให้ Fed ยังไม่มีแรงกดดันต้องรีบผ่อนคลายนโยบายการเงิน 2. เงินเฟ้อ (CPI) ส่งสัญญาณเย็นลงชัดเจน แม้ตลาดแรงงานจะแข็งแรง แต่ตัวเลขเงินเฟ้อกลับสะท้อนอีกมุมหนึ่ง Headline CPI อยู่ที่ +0.2% m/m และ +2.4% y/y Core CPI +0.3% m/m Core y/y ชะลอลงเหลือ +2.5% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นี่คือสัญญาณสำคัญว่าแรงกดดันเงินเฟ้อกำลังคลี่คลาย และเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของ Fed มากขึ้น 📌 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันทีคือ Yield ปรับตัวลง ดอลลาร์เริ่มอ่อนค่า ทองคำพุ่งแรง และตลาดหุ้นฟื้นตัวบางส่วน 📌 เงินเฟ้อที่เย็นลง ทำให้ Fed “ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม” และเปิดช่องให้ตลาดเริ่มกลับมาคาดหวังการลดดอกเบี้ยอีกครั้ง 3. ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) เริ่มเสียโมเมนตัม หลังจากได้แรงหนุนจากตัวเลขแรงงาน ดอลลาร์เริ่มเผชิญแรงขายทำกำไร เมื่อ CPI ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดกังวล ภาพทางเทคนิคระยะสั้นเริ่มเสีย Momentum ขาขึ้น และเข้าสู่ช่วงพักฐานจากการ Repricing ความคาดหวังดอกเบี้ย 📌 ผลลัพธ์คือ นักลงทุนเริ่มลดสถานะ Long USD และเงินทุนบางส่วนไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง 📌 หากไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจ “ร้อนแรง” รอบใหม่ USD มีโอกาสอ่อนค่าต่อในเชิงเทคนิค 4. ทองคำได้แรงหนุนเชิงโครงสร้าง ทองคำตอบสนองตาม “สูตรของตลาด” อย่างชัดเจน เงินเฟ้อเย็นลง + Yield ลดลง = ทองได้เปรียบ เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทอง (ซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ย) ก็ลดลงตาม ทำให้แรงซื้อกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ยังช่วยหนุนทองในเชิงโครงสร้าง 📌 ตราบใดที่ Bond Yield ไม่กลับขึ้นแรง ภาพรวมทองคำยังดูแข็งแกร่ง และมี Bias เชิงบวก 5. หุ้นสหรัฐฯ วิ่งตาม Bond Yield มากกว่าข่าว แม้ CPI จะช่วยลดแรงกดดันดอกเบี้ย แต่ตลาดหุ้นยังคงผันผวนจากหลายปัจจัย เช่น Sector Rotation ความกังวลมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี การปรับความคาดหวังดอกเบี้ย (Repricing) ภาพที่ชัดเจนคือ ตลาดหุ้นกำลัง “เทียบจังหวะกับ Bond Yield” มากกว่าดูตัวเลขเศรษฐกิจแบบตรง ๆ หาก Yield ลง = หุ้นหายใจ แต่หาก Yield ขึ้น = ตลาดเสี่ยงถูกเทขาย 📌 Sentiment หุ้นยังไม่เสียโครงสร้าง แต่ต้องจับตาการเคลื่อนไหวของพันธบัตรเป็นหลัก 6. น้ำมันเคลื่อนไหวตามข่าวมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ราคาน้ำมันขยับขึ้นเล็กน้อยหลัง CPI เพราะมุมมองดอกเบี้ยต่ำช่วยหนุนดีมานด์ในอนาคต แต่ภาพใหญ่ยังถูกกดดันจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเสี่ยงอุปทานล้นตลาด ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ท่าทีของ OPEC+ น้ำมันจึงยังเป็นสินทรัพย์ที่ “ข่าวนำทางราคา” ค่อนข้างสูง และตอบสนองไวต่อ Sentiment ระยะสั้น 📌 Sentiment น้ำมันยังแกว่งตามข่าวและความคาดหวังเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ต้องจับตาสัปดาห์นี้คือ รายงานการประชุม FOMC Minutes หากถ้อยแถลงยัง Hawkish → Yield เด้ง / USD แข็ง / ทองอ่อน หากสะท้อนความมั่นใจว่าเงินเฟ้อลงจริง → ตลาดจะเร่งเดิมพันลดดอกเบี้ย สรุปภาพรวมตลาดสัปดาห์นี้ 💡 💵 USD เริ่มเสียแรงหนุนระยะสั้น 💰 Gold ได้เปรียบ หาก Yield ไม่ดีดกลับ 📊 หุ้นสหรัฐฯ ต้องดูทิศทาง Bond Yield เป็นหลัก ⛽ Oil เน้นเทรดสั้นตามข่าวและภูมิรัฐศาสตร์ ตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนสมดุล” แรงงานยังแข็ง เงินเฟ้อกำลังเย็น และ Fed ยังไม่รีบ สัปดาห์นี่จึงไม่ใช่สัปดาห์ของการถือเฉย ๆ แต่คือสัปดาห์ของ “การอ่านเกมเร็ว และปรับตัวให้ทัน” เพราะตลาดกำลังตัดสินว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการผ่อนคลายจริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาก่อนความผันผวนรอบใหม่ บทวิเคราะห์โดย ทีมโค้ช RoboAcademy —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 9-13 กุมภาพันธ์ 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 9-13 กุมภาพันธ์ 2569
Feb 09, 2026

ตลาดการเงินโลกถึง “จุดเปลี่ยนสำคัญ” หลังแรงซื้อ-แรงขายผันผวนรุนแรง สัปดาห์นี้ ตลาดการเงินโลกกำลังยืนอยู่บน “จุดตัดสินใจสำคัญ” หลังจากผ่านความผันผวนรุนแรงในสัปดาห์ก่อน นักลงทุนทั่วโลกเริ่มชะลอการตัดสินใจ และหันกลับมามองข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางอีกครั้ง ดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง ทองคำยังยืนแข็งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว แต่เต็มไปด้วยคำถาม ขณะที่น้ำมันยังคงผันผวนตามเกมการเมืองและอุปสงค์โลก ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบแยกส่วน แต่ล้วนเชื่อมโยงกันด้วย “ความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed” และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่กำลังจะประกาศในสัปดาห์นี้ มาดูกันว่า… แต่ละสินทรัพย์กำลังส่งสัญญาณอะไรถึงเรากันบ้าง? 1. ภาพใหญ่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แรงเทขาย สลับกับการฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินทางกลับจากความผันผวนอย่างรุนแรง ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones) ปิดสัปดาห์ เหนือระดับ 50,000 จุดเป็นครั้งแรก แม้จะมีการเทขายแรงช่วงต้นสัปดาห์ก่อนฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในวันศุกร์ แสดงให้เห็นว่ามีแรงซื้อกลับเข้ามาหลังแรงเทขายลดลงและการซื้อหุ้นในกลุ่มขนาดใหญ่ฟื้นตัว ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq แม้จะมีบางวันปรับตัวลดลง แต่ท้ายที่สุดก็ฟื้นตัวจากแรงซื้อเชิงเทคนิคและการคาดหวังตัวเลขเศรษฐกิจที่จะออกสัปดาห์นี้ 📌 ความผันผวนแสดงให้เห็น “สองฝั่งของตลาด” ผู้ถือยาวมองว่าราคาลงมาถูกแล้ว ส่วนนักเก็งกำไรระยะสั้นยังคงจับตาการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด 📌 ตลาดหุ้นยังมีแรงหนุนด้านจิตวิทยา ทำให้บางวันที่ปรับตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ความเสี่ยงยังอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI เพราะนักลงทุนตั้งคำถามว่าการลงทุนหนักจะคุ้มค่าแค่ไหน 2. ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ปัจจัยเสี่ยงหลักของตลาด แม้ไม่มีข่าวเฉพาะเกี่ยวกับดอลลาร์ในเชิงตัวเลข แต่มุมมองตลาดยังสะท้อนความคาดหวังว่าตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่จะประกาศกลางสัปดาห์นี้จะเป็น “ตัวตัดสินใจ” ทิศทางดอลลาร์อีกครั้ง ปัจจัยพื้นฐานยังชี้ว่า ดอลลาร์อ่อนตัวเล็กน้อยจากแรงถอยออกของเงินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผลักดันสินทรัพย์ปลอดภัยบางตัว เช่น ทองคำ ขึ้นมาได้ ประเด็นที่ต้องจับตา ตัวเลข Non-farm payroll (NFP) Consumer Price Index (CPI) หรือตัวชี้วัดเงินเฟ้อ ทั้งสองจะมีผลต่อความเชื่อมั่นในทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed 3. ทองคำขาขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอน ราคาทองคำกลับมายืนเหนือ $4,950-5,000/oz ได้ หลังฟื้นตัวจากช่วงที่ถูกแรงเทขายจากดอลลาร์แข็งและแรงขายทำกำไร แนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์ที่แล้ว +9 % ในรอบเดือน และยังสูงขึ้นจากปีที่แล้วมากกว่า 70 % เป็นสัญญาณว่าตลาดยังมองทองคำเป็นสินทรัพย์ “ปลอดภัย” เมื่อมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ประเด็นที่ต้องจับตา หากดอลลาร์อ่อนค่าจากตัวเลข CPI และ NFP ทองคำมีโอกาสขึ้นต่อ หากตัวเลขเศรษฐกิจแข็งแกร่งเกินคาด ทองคำสามารถปรับฐานได้ 📌 ทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบ แรงกดดันจากเงินดอลลาร์และข่าวภูมิรัฐศาสตร์ แต่แรงรับภาพใหญ่ยังแข็งแกร่งอยู่ 4. น้ำมันผันผวน จากภูมิรัฐศาสตร์และอุปสงค์ ราคาน้ำมันในสัปดาห์ก่อนพุ่งขึ้นกว่า 3% เนื่องจากความไม่แน่นอนรอบการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงซื้อสต็อกที่ลดลงในสหรัฐฯ แต่โดยรวมยังผันผวน เพราะตลาดยังรอดูข้อมูลความต้องการใช้น้ำมันจากประเทศต่าง ๆ และสถานการณ์การผลิตในตะวันออกกลาง 📌 สิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ ถ้อยแถลงทางการเมืองจากประเทศผู้ผลิตหลัก ตัวเลขการผลิตและอุปทานจาก IEA และ EIA 5. เหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้ ได้แก่ 📌 ตัวเลขสำคัญจากสหรัฐฯ (กลางสัปดาห์) ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) – ตัวชี้วัดเงินเฟ้อ ตัวเลขการจ้างงาน (NFP) – ตัวชี้วัดตลาดแรงงาน ตัวเลขสองรายการนี้คือ “ตัวกำหนดทิศทางตลาดโลก” ทั้งดอลลาร์ หุ้น ทอง และน้ำมัน 📌 ถ้อยแถลงของกรรมการเฟด – คำกล่าวจากสมาชิก Fed หลายคนจะช่วยคลายความไม่แน่นอนของแนวคิด “ลดอัตราดอกเบี้ย” หรือ “คงอัตราดอกเบี้ย” สรุป ภาพรวมตลาดการเงินสัปดาห์นี้ 💡 💹 USD เริ่มอ่อนแรงจากความคาดหวังดอกเบี้ย Fed 📊 หุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวสลับผันผวน จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ 💰 Gold ยืนแข็งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ⛽ Oil ผันผวนตามภูมิรัฐศาสตร์และอุปสงค์โล ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง “จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดโลก” โดยมีตัวเลข CPI, NFP และถ้อยแถลง Fed เป็นตัวกำหนดทิศทางสินทรัพย์หลักในสัปดาห์นี้ บทวิเคราะห์โดย ทีมโค้ช RoboAcademy —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์ วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2569
Feb 02, 2026

จากทองคำที่ร่วงแรง… ถึงเวลากลับมาของดอลลาร์? ตลาดที่ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเราเดินเข้าไปสู่สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สิ่งที่เคยถูกคาดหวังกลับเปลี่ยนไป ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ผันผวน และแรงเทขายที่ได้เห็นในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำกลับกลายเป็นแรงกระแทกที่เขย่าทุกตราสารทางการเงินในเวลาเดียวกัน ทองคำที่เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ ถูกเทขายเหมือนโดนดึงปลั๊ก ดอลลาร์ที่อ่อนมานาน กลับมาแข็งแรงอย่างน่าจับตา หุ้นสหรัฐฯ แกว่งแรง แต่ยังไม่ยอมล้ม น้ำมันอ่อนแรง พร้อมความกังวลเศรษฐกิจ นี่ไม่ใช่แค่สัปดาห์ธรรมดา แต่มันคือ ช่วงเปลี่ยนโหมดของตลาด จาก “เชื่อ” → เป็น “ระวัง” และ จาก “ไล่ราคา” → เป็น “ตั้งรับ” มาดูกันว่า… แต่ละสินทรัพย์กำลังส่งสัญญาณอะไรถึงเรากันบ้าง? 1. จุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือน เมื่อสหรัฐฯ Partial Shutdown ปลายเดือนมกราคม รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Partial Government Shutdown เพราะสภาไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ทัน ผลลัพธ์คือ หน่วยงานบางส่วนหยุดทำงาน ทำให้ตลาดขาดข้อมูล ข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวถูกเลื่อน ส่งผลเกิดความไม่แน่นอน 📌 และที่สำคัญ สัปดาห์นี้จะ “ไม่มีรายงานตัวเลข NFP” ซึ่งปกติแล้ว NFP คือ “หัวใจของตลาด” แต่ครั้งนี้ตลาดต้องขยับแบบ “เดาเกม” โดยไม่มีเข็มทิศ ทำให้เกิดแรงสวิงแรงผิดปกติในทุกสินทรัพย์ 2. USD จากตัวร้าย กลับมาเป็นที่พักเงิน สัปดาห์ที่แล้วตลาดเห็นการแข็งค่าของดอลลาร์อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะเมื่อข่าวการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Federal Reserve คนใหม่ถูกประกาศออกมา ซึ่งช่วยผลักดันดอลลาร์ให้แข็งแรงขึ้นจากระดับก่อนหน้า ผลลัพธ์คือ ดอลลาร์ตอบสนองเชิงบวกจากความคาดหวังว่า Fed จะยังคงมุ่งเน้นการคุมเงินเฟ้อ นักลงทุนลดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเร่งตัวและกลับเข้าถือเงินสด (USD) มากขึ้น แม้จะไม่ได้มีตัวเลข NFP มาเป็นตัวเร่ง แต่ดอลลาร์ยังคงได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแกร่งบางส่วนและความไม่แน่นอนของการเมืองสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินนี้กลายเป็น “ที่พักพิงปลอดภัยชั่วคราว” ในช่วงสัปดาห์นี้ 📌 Sentiment ดอลลาร์ยังคงมี Bias Bullish ในระยะสั้น หากไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจฉุดลง 3. ทองคำ (Gold) เรื่องราวที่เขย่าตลาดที่สุดของสัปดาห์ ถ้าจะบอกว่ามีสินทรัพย์ไหนที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดในช่วงนี้ คำตอบคงหนีไม่พ้น “ทองคำ” เพราะช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งทะลุโซน $5,000 ต่อออนซ์ หลังแรงเก็งกำไรจากความกังวลเรื่อง Shutdown และเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงในปีที่ผ่านมา แต่หลังจากการประกาศชื่อประธาน Fed คนใหม่และการเริ่มเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ เราเห็นแรงเทขายอย่างรุนแรงในทองคำและโลหะมีค่า โดยราคาทองคำดิ่งต่ำลงอย่างชัดเจน แม้จะมีดีดกลับเล็กน้อย แต่การสูญเสียโมเมนตั้มของราคาเกิดขึ้นอย่างหนักและรวดเร็วจนสร้างความหวาดใจให้กับตลาด เหตุผลหลักซึ่งทำให้เกิดแรงเทขาย ความเชื่อที่ว่า Fed ภายใต้ประธานคนใหม่จะให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อและดอลลาร์แข็งค่ามากกว่า นักลงทุนเทขายระยะสั้นจากสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน (Non-yielding assets) 📌 Sentiment Gold อาจเข้าโหมด “Retest ฐานใหม่” โดยมีแนวรับสำคัญในโซน $4,600-4,500 ต่อออนซ์ หากราคากลับขึ้นเหนือแนวนี้ได้ อาจเป็นโอกาสเข้าซื้อในระยะกลาง 4. US Stocks แกว่งแรง แต่ยังไม่ยอมตาย สัปดาห์นี้เรามองเห็น ความแกว่งตัวที่น่าสนใจใน Wall Street ข่าวร้ายเกี่ยวกับทองคำและโลหะมีค่าไม่ได้ทำให้หุ้นแตก แต่กลับถูกดูดซับโดยปัจจัยบวก เช่น ผลประกอบการบริษัทใหญ่บางตัวออกมาดีกว่าคาด ตัวเลขภาคการผลิตที่แข็งแรง ความหวังด้านข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐและอินเดีย ผลลัพธ์คือ ดัชนีใหญ่อย่าง Dow Jones และ S&P 500 ปิดบวกอย่างชัดเจนในวันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ แม้ Nasdaq จะมีความผันผวนมากกว่า อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนจาก Shutdown ทำให้การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นยังเต็มไปด้วย “แรงแกว่งทั้งขึ้นและลง” ซึ่งเป็นฉากทัศนที่นักลงทุนระมัดระวังโดยเฉพาะในหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง 📌 Sentiment ตลาดหุ้นยังดู Bullish แต่มีเส้นบาง ๆ ของความเสี่ยงโดยเฉพาะในเทคโนโลยี และหุ้นที่มีการประเมินมูลค่าสูง 5. Oil อ่อนแรงตามกระแสเสี่ยง ราคาน้ำมันถูกลากดิ่งโดยแรงขายทั่วทั้งโภคภัณฑ์ เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผ่อนคลายลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจัยพรีเมียมด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ลดความสำคัญลง ราคา Brent และ WTI ลดลงมากกว่าที่นักลงทุนคาด ลงตามแรงเทขายในทองคำและโลหะมีค่าอื่น ทำให้หุ้นในกลุ่มพลังงานบางส่วนมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น 📌 Sentiment Oil ยังเผชิญกับแรงเทขายในระยะสั้น ต้องจับตาปัจจัย Supply และ Geopolitics ต่อ สรุป ภาพรวมตลาดการเงินสัปดาห์นี้ 💡 💹 USD แข็งตัว 💰 Gold จับฟอร์มใหม่ 📊 หุ้นสหรัฐผสมสัญญาณ ⛽ Oil ยังอ่อนแรง และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบริบทของ รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เข้าสู่ Partial Shutdown และข้อมูลเศรษฐกิจบางตัวถูกเลื่อนออกไป ซึ่งหนุนให้ตลาดเกิดความไม่แน่นอน แต่ก็ปล่อยให้แรงจัดพอร์ตและ Position ปรับตัวอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ บทวิเคราะห์โดย ทีมโค้ช RoboAcademy —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 27 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 27 มกราคม 2569
Jan 27, 2026

นักลงทุนจับตาความเชื่อมั่นผู้บริโภคท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและความเสี่ยงปิดหน่วยงานรัฐบางส่วน ตลาดโลกกำลังติดตามสถานการณ์ครัวเรือนในสหรัฐ หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ Conference Board มีกำหนดเผยแพร่คืนนี้ ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นค่อนข้างอ่อนแอ โดยดัชนีลดลงจาก 94.6 ในเดือนตุลาคมเหลือ 89.1 ในเดือนธันวาคม ขณะที่ดัชนี University of Michigan ยังคงอยู่ในช่วงกลางห้าสิบ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับงาน เงินเฟ้อ และแนวโน้มเศรษฐกิจ นักลงทุนจับตาว่าตัวเลขคืนนี้จะแสดงการฟื้นตัวหรือไม่ ซึ่งอาจบ่งชี้การใช้จ่ายที่แข็งแกร่งขึ้น หรือครัวเรือนยังคงระมัดระวัง เพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมืองและการค้าอีกชั้นหนึ่ง ความเคลื่อนไหวด้านการค้ายังคงเป็นจุดสนใจในอเมริกาเหนือ นายกรัฐมนตรีแคนาดา Carney ระบุว่าประเทศกำลังหาพาร์ตเนอร์การค้าใหม่เพื่อลดความพึ่งพาสหรัฐ และยืนยันว่าการทบทวน USMCA จะเข้มข้น เขายังปฏิเสธความเป็นไปได้ของการเลือกตั้งทันที ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองทันทีสำหรับนักลงทุนที่ติดตามความสัมพันธ์การค้าอเมริกาเหนือ ขณะเดียวกัน ถ้อยคำด้านการค้าของสหรัฐยังคงร้อนแรง ประธานาธิบดีทรัมป์ปรับเพิ่มภาษีรถยนต์, ไม้, ยา และสินค้าอื่น ๆ จากเกาหลีใต้ จาก 15% เป็น 25% หลังรัฐสภาเกาหลีใต้ไม่อนุมัติข้อตกลงการค้าที่เคยตกลงไว้ การเคลื่อนไหวนี้ย้ำว่า นโยบายการค้าสามารถเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วและส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก แม้ข้อมูลการเติบโตโดยรวมจะคงที่ การเมืองภายในสหรัฐก็ส่งผลต่อตลาดเช่นกัน มีความเป็นไปได้ที่หน่วยงานรัฐบางส่วนจะปิดทำการอีกครั้ง หากงบประมาณไม่ผ่านก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ ขณะนี้งบประมาณสำหรับ Department of Commerce ผ่านแล้ว ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลสำคัญ เช่น GDP และดัชนีราคาการใช้จ่ายส่วนบุคคล (PCE) จะยังดำเนินต่อไป แต่การเงินของ Department of Labor ยังไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้รายงานการจ้างงานประจำเดือนและดัชนีราคาผู้บริโภคล่าช้า ข้อมูลเหล่านี้เป็นที่จับตาของตลาดเพื่อประเมินนโยบาย Federal Reserve หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น TSA และ FAA อาจมีความล่าช้าในการปฏิบัติงาน ขณะที่โครงการอย่าง SNAP และ WIC ยังคงได้รับงบประมาณจนถึงสิ้นปีงบประมาณ โดยรวม ตลาดกำลังรับมือกับความผสมผสานของความเชื่อมั่นผู้บริโภค นโยบายการค้า และความเสี่ยงทางการเมืองภายในประเทศ ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐคืนนี้จะเป็นจุดสนใจหลักสำหรับนักลงทุน ให้ข้อมูลเชิงลึกว่าครัวเรือนพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นในปี 2026 หรือยังคงระมัดระวัง จนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับความเชื่อมั่นผู้บริโภค ข้อตกลงการค้า และงบประมาณรัฐบาล ตลาดน่าจะยังคงไวต่อข่าวและระมัดระวังในการจัดพอร์ตลงทุน บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 26 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 26 มกราคม 2569
Jan 26, 2026

รายงานสินค้าคงทน (Durable Goods) ขึ้นเป็นจุดสนใจในสัปดาห์ข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ รายงานสินค้าคงทนของสหรัฐในวันนี้มีความสำคัญมากกว่าปกติ เพราะออกมาในช่วงที่การเมือง ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และความคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งหมดชนกัน หลังจากหลายเดือนของความผันผวนรุนแรงซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากคำสั่งซื้อเครื่องบิน นักลงทุนจะจับตาว่าตัวเลขรวมสะท้อนถึงการปรับปรุงความต้องการผลิตภัณฑ์ภาคการผลิตจริงหรือเป็นเพียงการฟื้นตัวชั่วคราวจากภาคการขนส่ง การเพิ่มขึ้นที่แข็งแกร่งของคำสั่งซื้อรวมจะช่วยยืนยันว่าการลดลงในเดือนตุลาคมเป็นเพียงสัญญาณรบกวนมากกว่าข้อมูลบ่งชี้จริง ในขณะที่ตัวเลขอ่อนหรือเป็นลบจะย้ำความกังวลว่าดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนทั่วโลกเริ่มกระทบต่อการใช้จ่ายของธุรกิจ จุดสนใจสำคัญอย่างยิ่งคือคำสั่งซื้อที่ไม่รวมภาคการขนส่ง ตัวชี้วัดหลักนี้ถือว่าเป็นตัวบ่งชี้แรงขับเคลื่อนการผลิตที่แท้จริงมากกว่า เพราะตัดคำสั่งซื้อเครื่องบินขนาดใหญ่และไม่สม่ำเสมอออก หากคำสั่งซื้อภาคอื่น ๆ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะบ่งชี้ว่าโรงงานยังคงทำงานอย่างคึกคัก และการเติบโตของสหรัฐยังคงยืดหยุ่นแม้มีความตึงเครียดทางการเมืองและภาวะการเงินเข้มงวด หากชะลอตัว จะเกิดคำถามว่าเศรษฐกิจสามารถรักษาอัตราการเติบโตสูงตามที่คาดการณ์ GDP ล่าสุดได้นานแค่ไหน ตลาดยังจับตาคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมด้านกลาโหมและเครื่องบิน ซึ่งเป็นตัวแทนของการลงทุนของธุรกิจ ความแข็งแกร่งในหมวดนี้สนับสนุนมุมมองว่าบริษัทยังพร้อมลงทุนในอุปกรณ์และเทคโนโลยี ขณะที่ความอ่อนแอจะสะท้อนความระมัดระวังก่อนปีเลือกตั้งและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ส่วนนี้ส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณ GDP ดังนั้นตัวเลขที่เกินคาดอาจเปลี่ยนความคาดหวังการเติบโตไตรมาส 4 รายงานสินค้าคงทนยังออกมาก่อนการประชุม Federal Reserve ซึ่งเพิ่มความสำคัญเข้าไปอีก แม้จะไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่คำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งกว่าคาดสามารถสนับสนุนข้อโต้แย้งของ Fed ว่าควรรอการลดดอกเบี้ยโดยเฉพาะเมื่อการเติบโตยังสูง ในทางกลับกัน ข้อมูลอ่อนแอจะสนับสนุนมุมมองว่านโยบายเข้มงวดกำลังชะลอความต้องการ แม้เงินเฟ้อยังคงยืดหยุ่น นอกเหนือจากสหรัฐ บริบทโลกยังมีบทบาทสำคัญในการประเมินตัวเลขสัปดาห์นี้ ในแคนาดา ตลาดจับตาการประชุม Bank of Canada และตัวเลขเงินเฟ้อกับการค้าขาย แม้จะไม่คาดว่าจะมีการปรับดอกเบี้ย แต่โทนของการประชุมสำคัญ หากข้อมูลแคนาดายังคงอ่อนแอ ในขณะที่ภาคการผลิตสหรัฐยังแข็งแกร่ง อาจขยายช่องว่างการเติบโตระหว่างสองเศรษฐกิจและกดดันเงินแคนาดา (loonie) ตัวเลขการค้าของแคนาดาก็สำคัญ เพราะขาดดุลล่าสุดสะท้อนรูปแบบการส่งออกที่เปลี่ยนไปและความอ่อนไหวต่อการค้ากับสหรัฐ ซึ่งสามารถขยายปฏิกิริยาต่อข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ เช่น คำสั่งซื้อสินค้าคงทน ญี่ปุ่นยังคงเป็นแหล่งความผันผวนสำคัญ ตลาดจับตาข้อมูลเงินเฟ้อ โตเกียว การผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดขายปลีก เพื่อประเมินว่าความกดดันราคาภายในประเทศลดลงเร็วพอสำหรับนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไปของ Bank of Japan หรือไม่ หากมีสัญญาณว่าเงินเฟ้อใกล้ 2% โดยไม่มีแรงกดดันค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น จะยังคงกดดันเงินเยน ซึ่งมีผลต่อสหรัฐเพราะคำสั่งซื้อสหรัฐแข็งแกร่งคู่กับข้อมูลญี่ปุ่นอ่อนแอมักส่งแรงทุนเข้าสู่ดอลลาร์ ยกเว้นหากความเสี่ยงการแทรกแซงมีอิทธิพล ในออสเตรเลีย ตลาดจับตาเงินเฟ้อไตรมาส 4 และการเติบโตของเครดิต ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในไม่กี่เศรษฐกิจใหญ่ที่ตลาดยังหารือเรื่องความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ หากเงินเฟ้อสูง ในขณะที่สินค้าคงทนสหรัฐแข็งแกร่ง จะสนับสนุนความเชื่อว่าความต้องการสินค้าภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังมั่นคง ซึ่งช่วยสนับสนุนสกุลเงินและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และย้อนกลับไปต่อความคาดหวังการส่งออกของสหรัฐ สำหรับยูโรโซน ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 เบื้องต้นและอัตราว่างงานจะกำหนดวิธีที่นักลงทุนตีความความยืดหยุ่นของสหรัฐเมื่อเทียบกับยุโรป หากการเติบโตของยูโรโซนเหนือคาด ในขณะที่สินค้าคงทนสหรัฐฟื้น จะบรรเทาเรื่องความแตกต่างทางเศรษฐกิจที่กดดันยูโร หากยุโรปผิดหวัง คำสั่งซื้อสหรัฐแข็งแกร่งจะเน้นความไม่สมดุลและทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์สหรัฐต่อไป แม้มีข่าวการเมือง ในสหราชอาณาจักร ตลาดจับตาเครดิตผู้บริโภคและการให้กู้จำนอง เพื่อประเมินความต้องการในประเทศหลัง GDP แข็งแกร่ง หากข้อมูลอังกฤษยังเข้มแข็ง ตลาดอาจเลื่อนความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Bank of England ในกรณีนั้น ความแข็งแกร่งของสินค้าคงทนสหรัฐจะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วแข็งแกร่งกว่าที่คาด ไม่ใช่เรื่องเฉพาะสหรัฐ จีนยังเป็นตัวแปรสำคัญ ข้อมูลกำไรภาคอุตสาหกรรมและ PMI จะช่วยชี้ว่าความพยายามฟื้นตัวล่าสุดได้ผลหรือไม่ หากความเชื่อมั่นภาคการผลิตจีนปรับตัวดีพร้อมกับคำสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐที่เพิ่ม จะสนับสนุนมุมมองว่าภาคการผลิตโลกกำลังสร้างจุดต่ำสุด ขณะที่ข้อมูลจีนอ่อนแอจะเพิ่มความกังวลว่าความแข็งแกร่งของสหรัฐเป็นเรื่องภายในประเทศและเปราะบาง หากความต้องการโลกไม่ตาม สรุปแล้ว รายงานสินค้าคงทนสหรัฐคืนนี้ไม่ได้เป็นตัวเลขโดดเดี่ยว ผลกระทบต่อตลาดขึ้นอยู่กับว่าสอดคล้องหรือขัดแย้งกับสัญญาณจากเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ คำถามใหญ่สำหรับนักลงทุนคือ แรงขับเคลื่อนการผลิตทั่วโลกกำลังปรับตัวสู่เสถียรภาพพร้อมกันหรือไม่ หรือสหรัฐเป็นเพียงความโดดเดี่ยวในภูมิทัศน์โลกที่ไม่แน่นอน บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 23 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 23 มกราคม 2569
Jan 23, 2026

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ท่ามกลางความเสี่ยงทางการเมืองบดบังการเติบโตที่แข็งแกร่ง วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่นักลงทุนให้ความสนใจกับการเมืองมากกว่าปัจจัยเศรษฐกิจโดยตรง ดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอย่างไม่สม่ำเสมอ ขณะที่นักลงทุนประมวลข่าวสารเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การคุกคามทางการค้า และความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับผู้นำด้านนโยบายการเงินของสหรัฐ ธีมหลักคือความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนี้ทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระมัดระวังมากกว่าที่จะมีทิศทางชัดเจน สินทรัพย์ยุโรปอยู่ภายใต้แรงกดดันอีกครั้ง หลังประธานาธิบดียูเครน เซเลนสกี้ วิพากษ์วิจารณ์ยุโรปอย่างตรงไปตรงมาที่ World Economic Forum ที่ดาวอส เซเลนสกี้ระบุว่ายุโรปยังขาดอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงและยังคงรอคำแนะนำจากวอชิงตัน แทนที่จะทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนร่วมกัน ความคิดเห็นของเขาเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามกับรัสเซียและความกังวลใหม่เกี่ยวกับความสนใจของสหรัฐที่อาจเปลี่ยนไปยังเรื่องอื่น สำหรับตลาดเงินตรา สิ่งนี้ย้ำให้เห็นว่ายุโรปยังคงมีความแตกแยกเชิงโครงสร้างในด้านการป้องกันและนโยบายต่างประเทศ ซึ่งมักจำกัดการปรับตัวขึ้นของยูโรในช่วงความตึงเครียดทั่วโลก เซเลนสกี้ยังยืนยันว่ามีการเจรจาสามฝ่ายระหว่างยูเครน รัสเซีย และสหรัฐในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งสร้างความหวังทางการทูตอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ได้ให้ความโล่งใจทันทีต่อความเสี่ยง สถานการณ์เกี่ยวกับกรีนแลนด์เพิ่มความตึงเครียดอีกชั้นหนึ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐจะทำงานร่วมกับ NATO ในด้านความมั่นคงของกรีนแลนด์ และชี้ว่ามีผลลัพธ์เชิงบวกสำหรับยุโรปภายในกรอบข้อเสนอ อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ของเซเลนสกี้เกี่ยวกับการส่งกำลังทหารยุโรปที่น้อยชี้ให้เห็นข้อสงสัยในวงกว้างเกี่ยวกับความสามารถของยุโรปในการฉายอำนาจ ทำให้ยูโรและสกุลเงินสแกนดิเนเวียยังคงตอบสนองต่อข่าวมากกว่าพื้นฐาน ขณะที่ดอลลาร์ยังได้ประโยชน์จากบทบาทความปลอดภัยหลัก ในสหรัฐ ความเสี่ยงทางการเมืองกำลังเชื่อมโยงกับระบบการเงินมากขึ้น ทรัมป์ยื่นฟ้อง JPMorgan Chase และซีอีโอ Dimon เป็นเงิน 5 ล้านดอลลาร์ ฐานละเมิดสิทธิ์ทางการเมืองหลังเหตุการณ์ประท้วงวันที่ 6 มกราคม JPMorgan ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่าการปิดบัญชีเกิดจากความคาดหวังด้านกฎระเบียบมากกว่าการเมือง คดีนี้ทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับการเข้าถึงบริการธนาคารอีกครั้ง และเกิดขึ้นหลังคำสั่งบริหารล่าสุดที่มุ่งป้องกันธนาคารปฏิเสธบริการจากมุมมองทางการเมืองหรือศาสนา แม้ประเด็นนี้จะไม่ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงิน แต่ก็เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพสถาบันและความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ซึ่งโดยทั่วไปสนับสนุนดอลลาร์ในช่วงความไม่แน่นอน ถ้อยคำเกี่ยวกับนโยบายการค้ากลับมาอยู่ในจุดสนใจอีกครั้ง ทรัมป์กล่าวว่าภาษี 25% จะบังคับใช้กับผู้ที่ทำธุรกิจกับอิหร่านในเร็ว ๆ นี้ ขณะเดียวกันก็ระบุว่าเขาต้องการหลีกเลี่ยงความตึงเครียดกับอิหร่าน แม้จะส่งกำลังทหารจำนวนมากไปยังภูมิภาค ความผสมผสานระหว่างแรงกดดันและการยับยั้งนี้ทำให้ราคาน้ำมันตอบสนองต่อข่าว และสนับสนุนดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินนำเข้าน้ำมัน ในขณะที่จำกัดการปรับตัวขึ้นของสกุลเงินเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตทั่วโลก ด้านนโยบายการเงิน ความสนใจหันไปยังการเปลี่ยนแปลงผู้นำ Federal Reserve ทรัมป์ยืนยันว่าจะประกาศผู้ได้รับเลือกเป็นประธาน Fed ในเร็ว ๆ นี้ และตลาดกำลังประเมินผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ของ BlackRock, Rieder โอกาสเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังทรัมป์เรียกว่าเขาน่าประทับใจมาก ขณะที่อดีตผู้ว่าการ Fed, Warsh ยังคงเป็นตัวเต็งแม้จะเสียแรงผลักดันบางส่วน ข้อมูลเศรษฐกิจโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง Bureau of Economic Analysis ปรับเพิ่มการเติบโต GDP ไตรมาส 3 ของสหรัฐเล็กน้อยเป็น 4.4% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดในรอบสองปี ได้รับการสนับสนุนจากการส่งออกและการลงทุนที่แข็งแกร่ง การใช้จ่ายผู้บริโภคปรับลดเล็กน้อย แต่ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต ดัชนีเงินเฟ้อ เช่น PCE และ Core PCE สำหรับไตรมาสนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ย้ำว่าการเติบโตยังแข็งแกร่งโดยไม่เกิดเงินเฟ้อรุนแรงใหม่ อัตราเงินกู้จำนองเพิ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบสามปี เพิ่มความเห็นว่าภาวะการเงินผ่อนคลาย แม้ Fed ยังคงยึดนโยบายเข้มงวด โดยรวม ตลาดเงินตรากำลังสะท้อน “พรีเมียมความเสี่ยงทางการเมือง” มากกว่าตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจเดี่ยว ดอลลาร์อ่อนค่าลงในสัปดาห์นี้ ขณะที่นักลงทุนมุ่งไปที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น สัญญาณนโยบายการค้าที่เปลี่ยนไป และคำถามเกี่ยวกับผู้นำ Fed ในอนาคต แม้จะมีหลักฐานเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง ดอลลาร์อ่อนตัวทำให้ยูโรปรับตัวขึ้น สนับสนุนจากความอ่อนตัวของดอลลาร์มากกว่าการปรับปรุงพื้นฐานยุโรปที่ชัดเจน แต่คำถามระยะยาวเกี่ยวกับทิศทางยุทธศาสตร์ยุโรปและการประสานงานด้านความมั่นคงยังคงจำกัดความกระตือรือร้น จนกว่าจะมีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการค้าสหรัฐ ผู้นำ Fed และการเจรจาภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดเงินน่าจะยังคงผันผวนแต่ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในกรอบข่าว โดยข่าวสารยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความเคลื่อนไหวระยะสั้นมากกว่าข้อมูลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 22 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 22 มกราคม 2569
Jan 22, 2026

ทรัมป์ผ่อนคลายแรงกดดันทางการค้า หันโฟกัสการเจรจากรีนแลนด์และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตลาดโลกเริ่มต้นวันโดยให้น้ำหนักกับประเด็นการเมืองเป็นหลัก หลังถ้อยแถลงที่มีผลกระทบสูงหลายครั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองระยะสั้นของตลาด และลดความเสี่ยงเร่งด่วน (Tail risk) ที่สะสมมาก่อนหน้านี้จากประเด็นการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ทำเนียบขาวยืนยันว่า มาตรการภาษีที่มีกำหนดจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จะไม่ถูกนำมาใช้ หลังจากที่ทรัมป์ระบุว่ามีการหารือที่สร้างสรรค์กับมาร์ก รุตเต เลขาธิการนาโต เกี่ยวกับกรีนแลนด์และภูมิภาคอาร์กติกในภาพรวม การตัดสินใจดังกล่าวได้ขจัดแหล่งความไม่แน่นอนสำคัญในระยะใกล้ ซึ่งก่อนหน้านี้กดดันตลาดอย่างชัดเจนจากความกังวลเรื่องกำแพงการค้าใหม่ที่เชื่อมโยงกับข้อพิพาทดังกล่าว ทรัมป์มองว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็นรากฐานของข้อตกลงในอนาคตที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ และสมาชิกนาโตทุกประเทศ พร้อมยืนยันว่าการเจรจาจะนำโดยรองประธานาธิบดีแวนซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศรูบิโอ และทูตพิเศษวิตคอฟฟ์ ซึ่งรายงานตรงต่อเขา ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ทรัมป์ตอกย้ำมุมมองว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และโต้แย้งว่าทั้งเดนมาร์กและนาโตไม่สามารถปกป้องดินแดนดังกล่าวได้หากปราศจากการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เขาพยายามอย่างชัดเจนในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด โดยยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังทหารเพื่อผลักดันข้อตกลงใด ๆ ความเห็นนี้ช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนทันทีหลังจากช่วงการซื้อขายก่อนหน้าที่ผันผวน ตลาดหุ้นฟื้นตัว ค่าเงินดอลลาร์ทรงตัว และแรงซื้อเชิงป้องกันในทองคำเริ่มผ่อนคลายลง แม้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูง คำกล่าวของทรัมป์ยังคงสร้างแรงกดดันต่อยุโรปและนาโต โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากพันธมิตร และต้องแบกรับภาระด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของโลกในสัดส่วนที่สูงเกินไป ถ้อยแถลงเหล่านี้ทำให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนักเทรดค่าเงินและโลหะมีค่า แม้ภัยคุกคามด้านภาษีจะถูกเลื่อนออกไปแล้วก็ตาม หลังจากพาดหัวข่าวการเมือง ความสนใจของตลาดได้หันไปที่ข้อมูลเศรษฐกิจจากออสเตรเลียที่ประกาศในช่วงเช้า ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกมากขึ้นให้กับตลาดเอเชียแปซิฟิก ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนธันวาคมของออสเตรเลียแสดงให้เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งกว่าที่กังวลไว้ แม้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง ในรูปแบบปรับฤดูกาลแล้ว อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 4.1% ขณะที่การจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 14,684,100 คน ข้อมูลดังกล่าวช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียในระยะสั้น เนื่องจากลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ในการเร่งใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงรุก แม้อัตราเงินเฟ้อยังคงเป็นความท้าทายแยกต่างหาก แต่ข้อมูลแรงงานบ่งชี้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศไม่ได้ทรุดตัว ทำให้ออสเตรเลียยังอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ มองไปข้างหน้าสู่ช่วงการซื้อขายของสหรัฐฯ ความสนใจของตลาดจะไปอยู่ที่ข้อมูลสำคัญสองรายการในคืนนี้ ได้แก่ ตัวเลขประมาณการสุดท้ายของ GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 4 และดัชนี Core PCE Price Index ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญเป็นพิเศษท่ามกลางฉากหลังทางการเมืองและการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ข้อมูล GDP ล่าสุดที่ยืนยันแล้วระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตในอัตราเร่งต่อปีที่แข็งแกร่งถึง 4.3% ในไตรมาส 3 จากแรงหนุนของการใช้จ่ายผู้บริโภคและการลงทุนที่ยังทนทาน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงก่อนเข้าสู่ไตรมาส 4 ที่คาดว่าการเติบโตจะชะลอลงแต่ยังเป็นบวก จากประมาณการของนักพยากรณ์มืออาชีพและตัวเลขก่อนหน้า ความคาดหวังต่อ GDP ไตรมาส 4 ชี้ไปที่การขยายตัวในระดับปานกลาง สะท้อนแรงส่งการบริโภคที่อ่อนลงและสภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นในช่วงปลายปี แม้ตัวเลขที่แน่นอนจะต้องรอการยืนยันจากรายงานสุดท้าย แต่ตลาดได้ตั้งรับกับการเติบโตที่ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 แต่ยังสอดคล้องกับภาพของเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้ การปรับตัวของตัวเลขไม่ว่าจะสูงหรือต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อค่าเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำและคู่เงินที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยง ดัชนี Core PCE Price Index จะมีความสำคัญไม่แพ้กันต่อทิศทางตลาด ข้อมูลล่าสุดที่ยืนยันแล้วแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อ Core PCE เพิ่มขึ้นราว 0.2% เมื่อเทียบรายเดือนในหลายครั้งที่ผ่านมา โดยอัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ใกล้ 2.8% ณ เดือนกันยายน ระดับดังกล่าวยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงก่อนหน้าอย่างมาก ความคาดหวังต่อข้อมูลคืนนี้มุ่งไปที่การเพิ่มขึ้นรายเดือนอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกครั้ง สะท้อนภาพเงินเฟ้อที่ชะลอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะลดลงอย่างรวดเร็ว เงินเฟ้อในภาคบริการที่ยังคงยืดเยื้อยังเป็นประเด็นที่ผู้กำหนดนโยบายกังวล และข้อมูลชุดนี้จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อยืนยันว่ากระบวนการลดเงินเฟ้อยังไม่สะดุด สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์และทองคำ การผสมผสานระหว่างความกังวลด้านภาษีที่ผ่อนคลายลง ข้อมูลแรงงานออสเตรเลียที่แข็งแกร่ง และข้อมูลการเติบโตกับเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่มีความสำคัญสูง สร้างสภาพแวดล้อมการซื้อขายที่ซับซ้อน หาก GDP หรือเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ออกมาอ่อนกว่าคาด อาจกดดันค่าเงินดอลลาร์และกระตุ้นโมเมนตัมขาขึ้นของทองคำอีกครั้ง ในทางกลับกัน ข้อมูลที่แข็งแกร่งจะช่วยหนุนดอลลาร์และจำกัดการปรับขึ้นของโลหะมีค่า ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่นและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ตลาดยังคงอ่อนไหวทั้งต่อพาดหัวข่าวและข้อมูลเศรษฐกิจ ทำให้ข้อมูลสหรัฐฯ ในคืนนี้เป็นเหตุการณ์ความเสี่ยงสำคัญสำหรับการจัดพอร์ตในช่วงการซื้อขายถัดไป บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 21 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 21 มกราคม 2569
Jan 21, 2026

ตลาดเตรียมรับมือความผันผวน หลังทรัมป์ยกระดับวาทกรรมการค้า ก่อนการประชุมดาวอส ตลาดเปิดการซื้อขายด้วยบรรยากาศระมัดระวัง หลังนักลงทุนตอบสนองต่อความเสี่ยงทางการเมืองระลอกใหม่จากสหรัฐฯ และยุโรป ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวผสมเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ขณะที่นักลงทุนประเมินความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนรอบนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่กลับมาอีกครั้ง และความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดคือท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันให้กรีนแลนด์อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ ควบคู่กับการข่มขู่จะขึ้นภาษีกับประเทศในยุโรปที่คัดค้านแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน ตลาดยิ่งผันผวนหลังทรัมป์ปฏิเสธที่จะระบุขอบเขตว่าเขาพร้อมจะดำเนินการไปไกลแค่ไหนเพื่อบรรลุเป้าหมายเรื่องกรีนแลนด์ โดยตอบเพียงว่า นักลงทุนและรัฐบาลต่าง ๆ จะได้รู้กันเอง ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ซึ่งทรัมป์ระบุว่าจะมีการนัดพบหลายครั้งเพื่อหารือเรื่องกรีนแลนด์โดยเฉพาะ การขู่ใช้มาตรการภาษีกับยุโรปจนกว่าจะมีการส่งมอบกรีนแลนด์ ได้เพิ่มความกังวลเรื่องการตอบโต้จากผู้นำยุโรป และความเสี่ยงดังกล่าวได้สะท้อนเข้าสู่การกำหนดราคาค่าเงินโดยตรง ค่าเงินยูโรเผชิญแรงกดดัน ขณะที่นักลงทุนพิจารณาความเป็นไปได้ของการเผชิญหน้าทางการค้าข้ามแอตแลนติกอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยได้ช่วยพยุงค่าเงินอย่างฟรังก์สวิสเป็นระยะ ความไม่แน่นอนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นการค้า ความพยายามที่เปิดเผยมากขึ้นของทรัมป์ในการแทรกแซงธนาคารกลางสหรัฐกำลังเพิ่มชั้นความเสี่ยงอีกระดับให้กับตลาดฟอเร็กซ์ การคาดการณ์ทวีความเข้มข้นว่า เจอโรม พาวเวล จะลาออกจาก Fed ทั้งหมดเมื่อวาระประธานสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม หรือจะยังคงดำรงตำแหน่งในคณะผู้ว่าการไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2028 ตลาดคาดการณ์กำลังประเมินความน่าจะเป็นในระดับสูงที่พาวเวลจะออกจากตำแหน่งก่อนเดือนสิงหาคม 2026 ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Nomura และ Evercore ISI เห็นว่าแรงกดดันทางการเมืองอาจยิ่งทำให้เกิดการต่อต้านภายใน Fed และนำไปสู่การที่ผู้บริหารระดับสูงยังคงอยู่ต่อ สำหรับนักเทรดค่าเงิน ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะส่งผลโดยตรงต่อความคาดหวังด้านนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และความน่าเชื่อถือ หากตลาดรับรู้ว่าความเป็นอิสระของ Fed กำลังอ่อนแอลง ก็อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ แม้ทรัมป์จะยังคงผลักดันให้ลดอัตราดอกเบี้ยก็ตาม ทรัมป์ยังย้ำความเชื่อว่าปีหน้าสหรัฐฯ จะไม่ขาดดุลการค้า และย้ำคำกล่าวอ้างว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงการชี้ว่าการเติบโตของ GDP ไตรมาส 4 อาจเกิน 5% แม้ถ้อยแถลงเหล่านี้จะช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ในระยะสั้น แต่ผู้ค้าในตลาดยังคงระมัดระวัง เนื่องจากไม่มีข้อมูลใหม่มาสนับสนุน และยังมีฉากหลังทางการเมืองที่ซับซ้อน ทรัมป์ยังกล่าวว่าเขาไม่ทราบว่าศาลสูงสุดจะตัดสินเรื่องภาษีอย่างไร และบ่งชี้ว่าอาจไม่จำเป็นต้องผ่านสภาคองเกรสสำหรับเช็คเงินปันผลที่เกี่ยวข้องกับภาษี ซึ่งยิ่งตอกย้ำความกังวลว่านโยบายการค้าอาจยังคงคาดเดาได้ยาก จากฝั่งยุโรป ความเห็นของคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้เพิ่มบรรยากาศความระมัดระวัง เธอเตือนว่าความไม่แน่นอนได้กลับมาอีกครั้ง และเปรียบเทียบคำขู่ของทรัมป์ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ยุโรปเคยดูมาแล้ว ลาการ์ดยังระบุด้วยว่าความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงกับสหรัฐฯ อาจเร่งกระบวนการบูรณาการของยุโรป คำกล่าวเหล่านี้สะท้อนความเสี่ยงที่ความตึงเครียดทางการเมืองจะลุกลามไปสู่การประสานงานด้านนโยบายการเงินและการคลัง ซึ่งมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มของค่าเงินยูโรในระยะใกล้ สำหรับช่วงถัดไปในวันนี้ ผู้ค้าจะให้ความสำคัญกับพาดหัวข่าวจากการประชุมดาวอสมากกว่าข้อมูลเศรษฐกิจ การส่งสัญญาณใด ๆ จากการพบปะระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และยุโรปในประเด็นกรีนแลนด์ ภาษี หรือการตอบโต้ทางการค้า อาจทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ตลาดยังคงอ่อนไหวต่อพัฒนาการเกี่ยวกับธนาคารกลางสหรัฐ รวมถึงสัญญาณว่าใครที่ทรัมป์อาจเสนอชื่อเป็นประธาน Fed คนถัดไป ซึ่งรัฐมนตรีคลัง เบสเซนต์ ระบุว่าอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า โดยสรุป สิ่งที่ควรตระหนักในตอนนี้คือความผันผวนที่ขับเคลื่อนด้วยข่าว พาดหัวข่าวฉับพลันเกี่ยวกับภาษี การควบคุม Fed หรือกลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ มีศักยภาพจะกระตุ้นการเคลื่อนไหวรุนแรง ทำให้การบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญเป็นพิเศษตลอดช่วงการซื้อขายวันนี้ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 20 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 20 มกราคม 2569
Jan 20, 2026

ตลาดเข้าสู่โหมดป้องกันความเสี่ยง หลังความตึงเครียดสหรัฐ–ยุโรปกรณีกรีนแลนด์กดดันดอลลาร์ และหนุนราคาทองคำ ตลาดการเงินโลกเปิดสัปดาห์ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น หลังสหรัฐอเมริกาเพิ่มแรงกดดันต่อพันธมิตรยุโรปในประเด็นกรีนแลนด์ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเป็นเชิงป้องกันความเสี่ยง สหรัฐขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% กับกลุ่มประเทศยุโรปหลายประเทศตั้งแต่เดือนหน้า และจะปรับขึ้นเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน โดยอ้างอำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act ขณะนี้รัฐบาลยุโรปหลายประเทศเริ่มหารือเรื่องการตอบโต้กันอย่างเปิดเผย และมีกำหนดจัดการประชุมฉุกเฉินของผู้นำในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเข้าไปอีก เมื่อศาลสูงสหรัฐเตรียมมีคำวินิจฉัยในเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจดังกล่าว รวมถึงการรับพิจารณาอุทธรณ์ในวันพุธเกี่ยวกับความพยายามของประธานาธิบดีในการปลดผู้ว่าการคุก ออกจากคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) แม้ว่าวันก่อนหน้าเป็นวันหยุดราชการในสหรัฐและตลาดปิดทำการ แต่ปฏิกิริยาของตลาดโลกก็เริ่มเห็นได้ชัดแล้วในภูมิภาคอื่น เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก สะท้อนความกังวลของนักลงทุนมากกว่าปัจจัยเศรษฐกิจเฉพาะด้าน ตลาดหุ้นนอกสหรัฐส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ขณะที่ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ราคาทองคำและโลหะมีค่าอื่น ๆ ได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดที่กลับมาระหว่างสหรัฐและยุโรป เนื่องจากนักลงทุนมองหาการป้องกันความผันผวนที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย ในตลาดค่าเงิน สถานการณ์นี้ทำให้ยากต่อการระบุผู้ได้ประโยชน์อย่างชัดเจน โดยภาพรวมถือเป็นลบต่อสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยง และหากมองนอกเหนือจากความขัดแย้งโดยตรง ก็แทบไม่เห็นฝ่ายใดได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมนี้ นอกจากรัสเซียและจีนซึ่งอยู่นอกข้อพิพาทข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ถ้อยแถลงทางการเมืองยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ มีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อมโยงท่าทีแข็งกร้าวของเขาในประเด็นกรีนแลนด์กับการที่ไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีที่แล้ว โดยกล่าวกับนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ว่า เขาไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องคิดถึงสันติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป คำพูดดังกล่าวสร้างความกังวลเพิ่มขึ้นในหมู่ผู้นำยุโรป โดยเฉพาะเมื่อคำขู่เรื่องภาษีครอบคลุมเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ นอกเหนือจากภาษีส่งออกที่มีอยู่แล้วที่ 10% สำหรับสหราชอาณาจักร และ 15% สำหรับสหภาพยุโรป แม้นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สตาร์เมอร์ จะเรียกร้องให้มีการหารืออย่างสงบ และกล่าวว่าไม่เชื่อว่าจะเกิดการใช้กำลังทางทหาร แต่การประท้วงในกรีนแลนด์ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ตอกย้ำว่าประเด็นนี้มีความอ่อนไหวเพียงใด นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ย้ำว่าเกาะแห่งนี้จะไม่ยอมถูกกดดัน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นชี้ว่าการตอบสนองที่แข็งขันจากพันธมิตรสะท้อนว่า ข้อพิพาทนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กรีนแลนด์เท่านั้น ในเอเชีย ความสนใจยังคงอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณเตือนอย่างต่อเนื่อง การเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังยืนยันการจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดในเดือนหน้า และดันอัตราผลตอบแทนขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมานานหลายทศวรรษ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ปรับขึ้นมาแตะ 2.24% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1999 พันธบัตรระยะยาวปรับขึ้นแรงยิ่งกว่า โดยอายุ 30 ปีแตะ 3.55% และอายุ 40 ปีขยับเหนือ 3.87% ก่อนขึ้นไปแตะ 4% เป็นครั้งแรก การเคลื่อนไหวเหล่านี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับตลาดที่เคยผูกพันกับดอกเบี้ยใกล้ศูนย์มาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม แม้การเทขายจะรุนแรง ก็ยังไม่เห็นสัญญาณการลุกลามไปยังตลาดพันธบัตรโลก และสวนทางกับกระแสคาดการณ์ช่วงปลายสัปดาห์ก่อนหน้า ก็ยังไม่มีหลักฐานของการแทรกแซงค่าเงินเยนจากทางการญี่ปุ่น สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์และทองคำ ข้อสรุปค่อนข้างชัดเจน ความเสี่ยงทางการเมืองกลับมาเป็นศูนย์กลางของการกำหนดราคาในตลาด และกำลังกดดันเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็หนุนโลหะมีค่า เมื่อสหรัฐและยุโรปกำลังเผชิญหน้ากันในประเด็นการค้าและอธิปไตย และญี่ปุ่นต้องรับมือกับความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ในตลาดพันธบัตร ความผันผวนมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ทองคำยังคงได้รับแรงสนับสนุนในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ขณะที่ตลาดค่าเงินจะยังคงอ่อนไหวต่อพาดหัวข่าวมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน จนกว่าความตึงเครียดจะคลี่คลายลง บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 19 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 19 มกราคม 2569
Jan 19, 2026

ราคาทองคำพุ่งทำสถิติใหม่ หลังคำขู่ตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์กระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกเข้าสู่สัปดาห์การซื้อขายใหม่ท่ามกลางความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปทวีความรุนแรง จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รื้อฟื้นคำขู่เรื่องการตั้งกำแพงภาษีที่เชื่อมโยงกับประเด็นกรีนแลนด์ สกุลเงินต่าง ๆ เคลื่อนไหวในเชิงป้องกันความเสี่ยงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนหันหาความปลอดภัย เมื่อ นโยบายการค้า กลับมาเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าจะเป็นประเด็นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนในระยะแรกจากภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ขณะที่เงินยูโรและสกุลเงินยุโรปหลายสกุลเผชิญแรงกดดัน เมื่อ ตลาดประเมินความเป็นไปได้ของการปะทุความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐรอบใหม่ ชนวนความผันผวนล่าสุดมาจากการประกาศของทรัมป์ว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่เพิ่มขึ้นกับสินค้านำเข้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ หากประเทศเหล่านี้ยังคงคัดค้านแผนของสหรัฐในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ อัตราภาษีจะเริ่มต้นที่ 10% ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ผู้นำยุโรปตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และผิดอย่างสิ้นเชิง พร้อมยืนยันการสนับสนุนเดนมาร์กและกรีนแลนด์อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปส่งสัญญาณว่า อาจระงับการให้สัตยาบันและการบังคับใช้ข้อตกลงการค้า EU–US ที่บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนสิงหาคม โดยสมาชิกรัฐสภาระดับสูงระบุว่า ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบันไม่สามารถเดินหน้าข้อตกลงดังกล่าวได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางการค้าที่กว้างขึ้น จากมุมมองตลาดฟอเร็กซ์ ข้อพิพาทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากกระทบหนึ่งในความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก ความล่าช้าหรือการล่มของข้อตกลงการค้า EU–US มีแนวโน้มกดดันเงินยูโร โดยเฉพาะหากสหภาพยุโรปใช้มาตรการตอบโต้ เช่น เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU Anti-Coercion Instrument) นักวิเคราะห์เตือนว่า ภาษีเพิ่มเติมจะเพิ่มต้นทุนให้ผู้บริโภคสหรัฐ และซ้ำเติมความไม่แน่นอนให้กับผู้ส่งออกยุโรป หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเบเรนเบิร์กอธิบายสถานการณ์นี้ว่าเป็น “ปัญหาปวดหัวทางภูมิรัฐศาสตร์” และเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญในระดับปานกลาง โดยประเมินว่าการเก็บภาษีเพิ่มอีก 10% อาจดันราคาผู้บริโภคในสหรัฐสูงขึ้นได้ถึง 0.15% ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาทองคำอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้พุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว จากการที่นักลงทุนใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากแรงกดดันทางการเมืองและการค้าที่ทวีความรุนแรง ประเด็นดังกล่าวยังมีมิติด้านความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพิ่มความกังวลให้กับตลาด กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก และเดนมาร์กเป็นสมาชิก NATO ผู้นำยุโรปหลายประเทศ รวมถึงแคนาดา ย้ำว่าต้องเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน นายกรัฐมนตรีแคนาดา คาร์นีย์ ระบุอย่างเปิดเผยว่า แคนาดาสนับสนุนพันธกรณีของ NATO อย่างเต็มที่ และยืนอยู่ข้างเดนมาร์กในประเด็นกรีนแลนด์ ฉากหลังเช่นนี้ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงเสถียรภาพของพันธมิตร ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดค่าเงินมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษในช่วงที่ความตึงเครียดเพิ่มขึ้น มองไปข้างหน้าในวันนี้ นักเทรดจะให้น้ำหนักกับพาดหัวข่าวมากกว่าข้อมูลเศรษฐกิจ สหภาพยุโรปได้เรียกประชุมฉุกเฉิน และสัญญาณใด ๆ เกี่ยวกับการระงับข้อตกลงการค้าหรือการเตรียมมาตรการตอบโต้ อาจทำให้เงินยูโรเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ความเห็นจากเจ้าหน้าที่สหรัฐก็จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ศาลสูงสหรัฐเตรียมพิจารณาคำตัดสินเกี่ยวกับการใช้อำนาจฉุกเฉินของทรัมป์ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act เพื่อบังคับใช้มาตรการภาษี รัฐมนตรีคลัง เบสเซนต์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ศาลจะพลิกคำตัดสิน ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด ในระยะสั้น ความกังวลหลักของนักเทรดฟอเร็กซ์คือความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้งอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นและผลักดันให้นักลงทุนไหลเข้าสู่สกุลเงินและสินทรัพย์ปลอดภัย ความผันผวนอาจยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในคู่เงินยูโร–ดอลลาร์ และสกุลเงินที่เชื่อมโยงกับการค้าโลก แม้การเจรจาจะยังดำเนินอยู่ในทางการ แต่โทนของสถานการณ์ได้แข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจน และตลาดกำลังถูกเตือนว่า การตัดสินใจทางการเมืองสามารถขับเคลื่อนอัตราแลกเปลี่ยนได้ไม่ต่างจากข้อมูลเศรษฐกิจ นักเทรดจึงควรระมัดระวัง ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับความผันผวนรุนแรงที่อาจเกิดจากถ้อยแถลงด้านนโยบาย มากกว่าปัจจัยพื้นฐานแบบดั้งเดิม บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 16 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 16 มกราคม 2569
Jan 16, 2026

ดอลลาร์สหรัฐทรงตัว หลังเฟดส่งสัญญาณต้านแรงกดดันลดดอกเบี้ย และย้ำความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ตลาดค่าเงินโลกได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) โดยเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาได้รับแรงหนุนอีกครั้ง หลังเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายออกมาย้ำชัดว่า ยังไม่พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ และปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลางอย่างแข็งขัน สำหรับนักเทรด สารที่ส่งออกมานั้นชัดเจน เฟดจะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นว่าเงินเฟ้อกำลังเคลื่อนลงสู่เป้าหมาย 2% อย่างชัดเจน และแรงกดดันทางการเมืองจะไม่เปลี่ยนจุดยืนดังกล่าว ออสตัน กูลส์บี ประธานเฟดสาขาชิคาโก ระบุว่า ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ และภารกิจที่สำคัญที่สุดของเฟดยังคงเป็นการดึงเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2% เขากล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยยังสามารถปรับลดลงได้พอสมควรในระยะยาว แต่ต้องเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังคลี่คลาย นอกจากนี้ กูลส์บียังเน้นว่าเงินเฟ้อในภาคบริการยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุม สะท้อนว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่จบ แม้เขาคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในช่วงใดช่วงหนึ่งของปีนี้ แต่ก็ย้ำว่าความอดทนและการยืนยันจากข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็น น้ำเสียงที่ระมัดระวังเช่นนี้ช่วยจำกัดแรงกดดันด้านลบต่อเงินดอลลาร์ และควบคุมความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายอย่างรุนแรง มุมมองในทิศทางเดียวกันถูกสะท้อนโดยประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย พอลสัน ซึ่งระบุว่าการลดดอกเบี้ยยังสามารถรอได้ และแสดงการสนับสนุนประธานเฟด เจอโรม พาวเวล อย่างชัดเจน เธอแสดงความมั่นใจในการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้ และชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (neutral rate) น่าจะอยู่ต่ำกว่าระดับปัจจุบันเล็กน้อย ซึ่งบ่งชี้ว่านโยบายการเงินไม่ได้ตึงตัวเกินไป แม้เธอยอมรับว่าความเสี่ยงด้านตลาดแรงงานเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องดำเนินการในทันที ท่าทีที่สมดุลแต่หนักแน่นนี้ตอกย้ำภาพว่าเฟดพอใจกับการ “คงท่าที” ในเวลานี้ ซึ่งโดยทั่วไปเอื้อต่อค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า นอกเหนือจากแนวทางนโยบายแล้ว เจ้าหน้าที่เฟดยังกล่าวถึงกระแสแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นรอบธนาคารกลาง โดยกูลส์บีเตือนว่า การโจมตีความเป็นอิสระของเฟดอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมชี้ว่าการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันจะเป็นความผิดพลาดร้ายแรง เขาแสดงการสนับสนุนพาวเวลอย่างเต็มที่ โดยยกย่องว่าเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูง และย้ำว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ถ้อยแถลงเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ตลาดว่าเฟดไม่น่าจะยอมอ่อนข้อให้แรงกดดันภายนอก ซึ่งช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาว และเสริมความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก ในมุมมองเศรษฐกิจโดยรวม ความเห็นล่าสุดของเฟดสะท้อนว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้ระดับ 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ดีในไตรมาส 3 ปี 2025 โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายผู้บริโภคและการลงทุนที่แข็งแรง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี แม้ตลาดแรงงานจะเริ่มผ่อนคลายลง แต่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และการสูญเสียงานส่วนใหญ่เกิดจากการลดจำนวนพนักงานตามธรรมชาติ มากกว่าการปลดพนักงานเป็นวงกว้าง เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายเห็นพ้องว่า การลดดอกเบี้ยในเวลานี้อาจเสี่ยงกระตุ้นเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง โดยไม่ช่วยสนับสนุนการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับบรรยากาศการซื้อขายในวันข้างหน้า ปฏิทินเศรษฐกิจไม่มีการประกาศข้อมูลสำคัญ ทำให้ตลาดขาดปัจจัยมหภาคใหม่ในการตอบสนอง ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของราคามีแนวโน้มถูกขับเคลื่อนด้วยพาดหัวข่าวมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ ความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะหากประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงของเฟดอย่างรุนแรง หรือกลับมาวิจารณ์พาวเวลและธนาคารกลางอีกครั้ง อาจส่งผลต่อบรรยากาศความเสี่ยงและกระแสเงินทุนอย่างรวดเร็ว เมื่อความเสี่ยงด้านข้อมูลมีจำกัด นักเทรดจึงมีแนวโน้มไวต่อข่าวการเมืองเป็นพิเศษ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระของเฟดและความน่าเชื่อถือด้านนโยบายการเงิน บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 15 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 15 มกราคม 2569
Jan 15, 2026

เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรเปราะบาง ขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐยังทรงตัว และภาคการผลิตเผชิญแรงกดดัน ในสหราชอาณาจักร ตัวเลขทางการสะท้อนว่าเศรษฐกิจอ่อนแอและผันผวนค่อนข้างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ในช่วงสามเดือนถึงกรกฎาคม 2025 GDP ขยายตัวเพียง 0.1% ต่อไตรมาส ชะลอลงจากการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่านั้นในช่วงต้นปี ข้อมูลรายเดือนของเดือนมิถุนายนแสดงการฟื้นตัวหลังจากหดตัวในเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่ทิศทางโดยรวมยังไม่แข็งแรง และรายงานแยกต่างหากชี้ว่าเศรษฐกิจหดตัวจริงในเดือนตุลาคม 2025 ทั้งในมิติรายเดือนและช่วงสามเดือน โดยภาคบริการทรงตัว ขณะที่ภาคการผลิตยังไม่สามารถช่วยขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา แนวโน้มเป็นการเติบโตที่เชื่องช้า โมเมนตัมหยุดชะงัก และมีการหดตัวเป็นระยะ มากกว่าการขยายตัวที่แข็งแรง นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าตัวเลขการเติบโตถัดไปจะยังอยู่ในระดับต่ำมาก เพียงไม่กี่ในสิบเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการใช้จ่ายผู้บริโภคและกิจกรรมภาคบริการยังซบเซา ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและการคลัง โดยภาพรวม การเติบโตของสหราชอาณาจักรยังเปราะบางและใกล้ภาวะชะงักงัน มากกว่าที่จะเห็นการเร่งตัวอย่างชัดเจน หันมาที่ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ ข้อมูลล่าสุดระบุว่าผู้ยื่นขอครั้งแรกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ราว 208,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์อยู่เหนือระดับ 211,000 เล็กน้อย สะท้อนความผันผวนระยะสั้น แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปลดคนงานพุ่งแรง ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการต่อเนื่องอยู่ราว 1.914 ล้านราย ซึ่งแม้อยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สภาพตลาดแรงงานชะลอลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงหลังโควิดที่ตึงตัวมาก โดยการจ้างงานใหม่ชะลอและการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นในบางภาคส่วน แต่ก็ยังไม่เพิ่มขึ้นรวดเร็วเหมือนในภาวะถดถอยรุนแรง การคาดการณ์โดยฉันทามติสำหรับตัวเลขวันนี้คือการขยับขึ้นเล็กน้อยมาบริเวณ 215,000 ราย สำหรับดัชนีภาคการผลิตระดับภูมิภาคของสหรัฐ ดัชนี Empire State ของรัฐนิวยอร์กปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนธันวาคม 2025 โดยออกมาต่ำกว่าศูนย์ที่ประมาณ -3.9 หมายความว่ามีผู้ประกอบการรายงานภาวะหดตัวมากกว่าขยายตัว ถือเป็นการกลับทิศอย่างแรงจากค่าบวกที่แข็งแกร่งในเดือนพฤศจิกายน เมื่อพิจารณาในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ดัชนีดังกล่าวแกว่งตัวระหว่างค่าบวกปานกลางและการปรับลงแรง สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตในนิวยอร์กที่ไม่สม่ำเสมอ ตลาดคาดหวังตัวเลขเดือนมกราคม 2026 จะกลับมาเป็นบวกเล็กน้อย ใกล้ศูนย์ แต่แนวโน้มโดยรวมยังชี้ว่าภาคการผลิตเผชิญแรงกดดันมากกว่าการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สุดท้าย ดัชนีภาคการผลิตของธนาคารกลางสหรัฐสาขาฟิลาเดลเฟีย ซึ่งสำรวจผู้ประกอบการในเขตธนาคารกลางที่ 3 ล่าสุดยังคงอยู่ในแดนลบลึก โดยลดลงมาประมาณ -10.2 ในเดือนธันวาคม 2025 จากการหดตัวที่ไม่รุนแรงนักในเดือนก่อนหน้า ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ดัชนีนี้สลับไปมาระหว่างภาวะหดตัวและขยายตัวเล็กน้อย แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าการหดตัวของกิจกรรมยังเป็นภาพหลัก ค่าอ่านต่ำกว่าศูนย์มักบ่งชี้ถึงคำสั่งซื้อ การผลิต และสภาพธุรกิจที่ชะลอตัวในกลุ่มผู้ผลิตที่ถูกสำรวจ เมื่อพิจารณาร่วมกัน ข้อมูลเหล่านี้ชี้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐกำลังเย็นลงแต่ยังไม่ทรุดตัว ภาคการผลิตระดับภูมิภาคยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ขณะที่เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรเติบโตอ่อนแอและใกล้ภาวะชะงักงัน ตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศในวันนี้มีแนวโน้มสะท้อนภาพที่ระมัดระวังในทิศทางเดียวกัน มากกว่าจะเห็นการปรับดีขึ้นอย่างชัดเจนในตัวชี้วัดเหล่านี้ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569
Jan 14, 2026

การใช้จ่ายช่วงวันหยุดหนุนเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่สัญญาณเงินเฟ้อยังผสมกัน วันนี้ตลาดให้ความสนใจ ยอดขายปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐ ยอดขายปลีกสะท้อนสัญญาณผสมแต่โดยรวมยังคงมั่นคงในครึ่งหลังของปี ได้รับการสนับสนุนจากความต้องการผู้บริโภคที่ต่อเนื่องและการใช้จ่ายตามฤดูกาล การเติบโตเทียบปีกับปียังคงแข็งแกร่ง แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังใช้จ่ายต่อแม้อัตราดอกเบี้ยสูงและราคาสินค้าพุ่งขึ้น ดัชนีภาคเอกชนยืนยันแนวโน้มนี้ รายงาน National Retail Federation Retail Monitor ระบุว่ายอดขายเติบโตต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงวันหยุด โดยเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมมียอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบเดือนต่อเดือน และเติบโตประมาณ 3.5% เมื่อเทียบปีกับปี ยอดขายปลีกหลัก (Core Retail Sales) ซึ่งไม่รวมรถยนต์และน้ำมัน ก็เพิ่มขึ้นทั้งรายเดือนและรายปี แสดงว่าความต้องการผู้บริโภคแท้จริงยังแข็งแรง ไม่ใช่เพียงผลจากความผันผวนของราคาน้ำมันหรือยอดขายรถยนต์ สำหรับ ข้อมูลยอดขายปลีกจาก Census Bureau ของเดือนพฤศจิกายน ที่ประกาศวันนี้ ตลาดจึงคาดว่าจะยังเห็นความแข็งแรงของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาล แทนที่จะชะลอตัวอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแสดงแนวโน้มผ่อนคลาย แต่ยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับส่งออกสินค้า ล่าสุด PPI เดือนกันยายนแสดงการเพิ่มขึ้นปานกลางต่อเดือน และเพิ่มขึ้นประมาณ 2.7% ต่อปีสำหรับความต้องการขั้นสุดท้าย ในช่วงกลางปี ตัวเลขรายเดือนผสมระหว่างเพิ่มเล็กน้อยและค่อนข้างคงที่ สะท้อนว่าความกดดันราคาที่ผู้ผลิตเผชิญเริ่มเย็นตัวเมื่อเทียบกับช่วงต้นของรอบเงินเฟ้อ ดัชนี PPI หลัก (Core PPI) ยังอยู่ในระดับจำกัด ยืนยันว่าเงินเฟ้อทั่วไปไม่ได้เร่งตัวใหม่ ตัวเลขของเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนล่าช้าเนื่องจากการปิดรัฐบาลกลาง และประกาศในวันนี้ ทำให้รายงานนี้มีความสำคัญต่อการประเมินตลาด จากแนวโน้มถึงเดือนกันยายน ราคาผู้ผลิตดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงแต่จัดการได้ ไม่แสดงสัญญาณความเครียดเงินเฟ้อใหม่ รวมแล้ว ภาพรวม 6 เดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังมีการใช้จ่ายของผู้บริโภคต่อเนื่องแม้เลือกใช้จ่ายมากขึ้น ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อในระดับผู้ผลิตไม่ได้พุ่งสูงแต่ก็ยังไม่หายไป การประกาศยอดขายปลีกและ PPI วันนี้คาดว่าจะยืนยันว่าผู้บริโภคยังแข็งแรงในช่วงเทศกาล และแรงกดดันราคาส่งยังคงผ่อนคลาย ช่วยให้นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายประเมินสภาพเศรษฐกิจในช่วงเริ่มต้นปีได้ดีขึ้น บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 13 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 13 มกราคม 2569
Jan 13, 2026

ตลาดเผชิญแรงกดดันจากภัยคุกคามการค้าและความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของ Fed ตลาดโลกเปิดวันด้วยความกังวลผสมระหว่างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และความเชื่อมั่นในโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐที่เปราะบาง ความรู้สึกตลาดถูกสั่นสะเทือนครั้งแรกจากถ้อยแถลงรุนแรงที่อ้างว่าเป็นของประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่าประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่านจะถูกเก็บภาษี 25% สำหรับการค้าทั้งหมดกับสหรัฐฯ ข้อความนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นคำตัดสินสุดท้ายทันที สร้างความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการค้า การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับการค้าทั่วโลก ในขณะเดียวกัน รายงานว่าทำเนียบขาวกำลังพิจารณาข้อเสนอเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่าน แต่ก็ยังเอียงไปทางการดำเนินการทางทหาร ทำให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมาอยู่ในจุดสนใจของตลาดอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์นี้ นักลงทุนยังต้องประเมินความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนระหว่างรัฐบาลทรัมป์และประธาน Fed เจเน็ต เยลเลน อดีตประธาน Fed และอดีตรัฐมนตรีคลัง ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะว่าการสอบสวนประธานพาวเวลล์เป็นเรื่องที่ทำลายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และเรียกสถานการณ์นี้ว่า “น่ากลัวอย่างยิ่ง” เธอกล่าวว่าประหลาดใจที่ตลาดไม่ตกใจมากกว่านี้ พร้อมเน้นว่าความน่าเชื่อถือของ Fed คือรากฐานของความมั่นคงทางการเงิน ขณะที่พาวเวลล์ยืนยันว่า กระทรวงยุติธรรมได้ส่งหมายเรียกต่อคณะลูกขุนเกี่ยวกับคำให้การต่อรัฐสภาเมื่อเดือนมิถุนายนเกี่ยวกับการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ Fed กระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวหาเรื่องการให้เท็จ แต่พาวเวลล์เรียกการสอบสวนนี้ว่า “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” และตั้งคำถามถึงแรงจูงใจ พร้อมยืนยันว่าเขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่หวาดกลัวการเมืองหรือเข้าข้างใคร ตลาดจึงวิตก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นข้อพิพาทระหว่างประธานาธิบดีกับ Fed เปิดเผยต่อสาธารณะและมีความเสี่ยงสูงขนาดนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือแรงกดดันต่อ Fed อาจทำให้ความเชื่อมั่นในความสามารถของ Fed ในการกำหนดดอกเบี้ยอย่างอิสระลดลง แม้คาดการณ์เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง แต่หากความน่าเชื่อถือของ Fed สั่นคลอน ความคืบหน้านี้อาจย้อนกลับได้ การสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนในเดือนมกราคม ชี้ว่าเงินเฟ้อคาดการณ์ในปีข้างหน้าอยู่ที่ 4.2% ต่ำสุดตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความคืบหน้าดังกล่าวยังเปราะบาง บางนักกลยุทธ์มองว่า หากความเชื่อมั่นใน Fed ลดลง การคาดการณ์เงินเฟ้ออาจกลับสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์จริง เช่น สินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นพลังงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยง ผลกระทบอื่น ๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน ระบบการเงินสหรัฐพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก นักลงทุนทั่วโลกเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามพันธกรณี partly เพราะธนาคารกลางมีความน่าเชื่อถือและเป็นอิสระ หากความเชื่อมั่นนี้อ่อนแอ ต้นทุนเงินทุนทั้งของรัฐบาลและบริษัทอาจสูงขึ้น กดดันหุ้นและเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมทั่วเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์หลายรายเตือนว่า ความเสี่ยงเกี่ยวกับความเป็นอิสระของ Fed อาจยังคงเป็นธีมหลักของตลาดตลอดปี 2569 ความไม่แน่นอนยิ่งเพิ่มขึ้นจากการประกาศตัวเลข เงินเฟ้อสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งตลาดมองว่าเป็นจุดสำคัญสำหรับแนวโน้มการเงินปี 2569 หลังจากหลายเดือนที่ข้อมูลสับสนจากการปิดรัฐบาลกลาง นักลงทุนต่างจับตาดูรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดเพื่อดูว่าเงินเฟ้อกำลังเย็นตัวจริงหรือแค่หยุดชั่วคราว การปิดรัฐบาลรบกวนกระบวนการเก็บข้อมูลปกติของสำนักงานสถิติแรงงาน ทำให้ต้องใช้วิธีแก้ไขที่สร้างความผันผวนและผลลัพธ์บางอย่างที่สับสน รายงานบางฉบับยังแสดงการลดลงของ CPI อย่างไม่คาดคิด ส่วนใหญ่เกิดจากราคาสินค้าลดลง เช่น น้ำมัน ขณะที่เงินเฟ้อบริการยังคงสูง CPI เดือนธันวาคม 2568 ถูกมองว่าเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะตัดความสับสน หากแสดงให้เห็นการลดลงอย่างกว้างขวางในด้านสำคัญ เช่น ที่พักอาศัย บริการด้านการแพทย์ และการขนส่ง จะช่วยยืนยันว่าตัวเลขแปลก ๆ ก่อนหน้านี้เป็นเพียงสถิติผันผวน และเปิดทางให้ Fed พิจารณาลดดอกเบี้ย หากไม่เป็นเช่นนั้น ตลาดอาจเตรียมตัวรับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงทางการเมืองรอบ Fed ยังทวีความรุนแรงอยู่ ขณะนี้ นักลงทุนกำลังเผชิญสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความน่าเชื่อถือของนโยบาย และความเชื่อถือของข้อมูล ทำให้ความระมัดระวังเป็นบรรยากาศหลักขณะก้าวเข้าสู่ปีใหม่ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 12 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 12 มกราคม 2569
Jan 12, 2026

ตลาดจับตาดราม่าผู้นำ Fed ขณะที่ความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยยังคงถูกระงับไว้ เมื่อปลายวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมได้ส่งหมายเรียกคณะลูกขุนใหญ่ (grand jury subpoenas) ให้กับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้การของประธาน เจอโรม พาวเวลล์ ต่อคณะกรรมการการธนาคารของวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงานเก่าแก่ของ Fed ที่ดำเนินมาหลายปี พัฒนาการนี้ได้เพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผู้นำในอนาคตและความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจอยู่แล้วในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใกล้จะเสนอชื่อประธาน Fed คนต่อไป ประธานพาวเวลล์ตอบโต้ต่อสาธารณะในช่วงสุดสัปดาห์ โดยกล่าวว่าเขามีความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบตรวจสอบได้ และเน้นย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย เขากล่าวว่า Fed ได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางผ่านการให้การและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อให้สภาคองเกรสรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคาร และแย้งว่าการขู่ฟ้องร้องทางอาญานั้นไม่ใช่เรื่องของตัวอาคารหรือการตรวจสอบของสภาคองเกรสจริงๆ พาวเวลล์กล่าวว่าประเด็นที่แท้จริงคือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงจากหลักฐานและสภาวะเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นแรงกดดันทางการเมืองหรือการข่มขู่ได้ต่อไปหรือไม่ เขาเสริมว่าเขาได้รับใช้ภายใต้รัฐบาลสี่ชุดจากทั้งสองพรรค ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากความกลัวหรือการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองเสมอมา และตั้งใจที่จะดำเนินภารกิจในการรักษาเสถียรภาพราคาและการจ้างงานสูงสุดต่อไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและความมุ่งมั่นที่จะรับใช้ประชาชนชาวอเมริกัน ในมุมมองด้านนโยบาย ความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยยังคงเอียงไปทางความอดทน (คงดอกเบี้ยไว้) อย่างชัดเจน ข้อมูล ณ วันที่ 11 มกราคม 2026 ตลาดประเมินโอกาสเพียง 4.4% ที่จะมีการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป การลดดอกเบี้ย 0.25% เต็มจำนวนครั้งแรกยังไม่ถูกสะท้อนในราคาจนกว่าจะถึงการประชุม FOMC วันที่ 17 มิถุนายน โดยคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคม และสะท้อนในราคาเต็มที่ภายในวันที่ 9 ธันวาคม แนวโน้มนี้ยังคงสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐโดยทำให้อัตราผลตอบแทน (Yields) ของสหรัฐฯ ยังคงมีความดึงดูดใจเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ความคาดหวังด้านเงินเฟ้อแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) จะเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนธันวาคม ซึ่งสูงกว่าระดับ 2.6% ในเดือนพฤศจิกายนเล็กน้อย ซึ่งเคยเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2021 ในรายเดือน คาดว่าทั้งราคาพื้นฐานและราคาทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 0.3% นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขเดือนพฤศจิกายนได้รับผลกระทบจากปัญหาในการเก็บข้อมูลราคาในเดือนตุลาคม โดยเฉพาะค่าเช่า ซึ่งน่าจะฉุดให้เงินเฟ้อต่ำกว่าแนวโน้มที่แท้จริง รายงานเดือนธันวาคมที่จะออกมาในวันอังคารอาจช่วยแก้ไขความบิดเบือนนั้นได้บางส่วน แต่ยังคงถูกมองว่าสอดคล้องกับแรงกดดันด้านราคาที่ค่อยๆ ผ่อนคลายลง สำหรับทองคำ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเชิงสถาบันได้ให้การสนับสนุนเป็นพื้นฐาน การสืบสวนที่เกี่ยวข้องกับประธาน Fed ประกอบกับความเห็นของทรัมป์ที่ว่าสหรัฐฯ กำลังทบทวนทางเลือกทางทหารต่ออิหร่าน ได้ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ยังคงอยู่ ในขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งและดอลลาร์ที่ยืดหยุ่นได้จำกัดโอกาสในการปรับตัวขึ้น ทำให้ทองคำได้รับการสนับสนุนแต่ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญต่อนโยบายการเงินตามปฏิทินเศรษฐกิจในวันนี้ จุดสนใจของตลาดจึงน่าจะยังคงอยู่ที่พัฒนาการทางการเมืองรอบตัวธนาคารกลางสหรัฐฯ ความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และบรรยากาศความเสี่ยงในวงกว้างที่ถูกกำหนดโดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 9 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 9 มกราคม 2569
Jan 09, 2026

ตลาดแรงงานสหรัฐฯ และแคนาดาสวนทางกัน ขณะที่ USDCAD เผชิญแนวต้านสำคัญ รายงานตลาดแรงงานของสหรัฐฯ และแคนาดาที่ประกาศในวันนี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดสถานะการเทรดระยะสั้น เนื่องจากทั้งสองเขตเศรษฐกิจต่างแสดงสัญญาณที่ชัดเจนของการชะลอความร้อนแรงลง แต่ด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังสูญเสียแรงขับเคลื่อน ในขณะที่แคนาดากำลังแสดงการฟื้นตัวในช่วงปลายปีหลังจากที่เคยอ่อนตัวลงในช่วงกลางปี ในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขยืนยันล่าสุดจากสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ซึ่งครอบคลุมเดือนพฤศจิกายน แสดงให้เห็นว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างน้อยและเป็นผลต่อเนื่องมาจากสภาวะการจ้างงานที่ชะลอตัวลงหลายเดือนติดต่อกัน ข้อมูลจาก BLS ระบุว่าการจ้างงานโดยรวมแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงสุทธินับตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งตอกย้ำมุมมองที่ว่าการเติบโตของงานส่วนใหญ่หยุดชะงักลง ในขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับ 4.6% ซึ่งแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง และถือเป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ รายงานเดือนพฤศจิกายนถูกประกาศในช่วงกลางเดือนธันวาคมเนื่องจากความล่าช้าในการประมวลผลที่เชื่อมโยงกับการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง (Government Shutdown) ในปี 2025 และยังคงเป็นข้อมูลสรุปอย่างเป็นทางการล่าสุดของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก่อนที่จะมีการอัปเดตในวันนี้ รายงานการจ้างงานเดือนธันวาคมของสหรัฐฯ ในวันนี้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นสัญญาณสำคัญถัดไปสำหรับตลาด โดยการคาดการณ์รวมถึงประมาณการที่อ้างอิงโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาชิคาโก ระบุว่าอัตราการว่างงานอาจคงอยู่ที่ระดับใกล้ 4.6% หรือลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.5% แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานจะยังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่รูปแบบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาบ่งชี้ไปที่การเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างน้อยอีกครั้งมากกว่าที่จะเป็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว สำหรับตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สิ่งนี้ช่วยตอกย้ำความคาดหวังที่ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่จะสร้างความประหลาดใจในเชิงบวก (Upside surprise) ให้กับดอลลาร์อีกต่อไป และการตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคตจะขึ้นอยู่กับเงินเฟ้อมากกว่าความแข็งแกร่งของการจ้างงาน แคนาดานำเสนอเรื่องราวที่แตกต่างแต่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผลสำรวจภาวะแรงงานล่าสุดจากสถิติแคนาดา (Statistics Canada) ซึ่งครอบคลุมเดือนพฤศจิกายน แสดงให้เห็นว่าการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 54,000 ตำแหน่ง และอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 6.5% สิ่งนี้ถือเป็นการเพิ่มขึ้นของงานติดต่อกันสามเดือนและเป็นอัตราการว่างงานที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2024 โดยการจ้างงานรวมอยู่ที่ประมาณ 21 ล้านตำแหน่ง สะท้อนถึงการปรับตัวดีขึ้นอย่างมั่นคงหลังจากครึ่งแรกของปีที่ยากลำบาก สำนักงานสถิติแคนาดามีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลแรงงานเดือนธันวาคมในวันนี้ ซึ่งจะช่วยให้ตลาดได้เห็นข้อมูลอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่าการจ้างงานสิ้นสุดปีอย่างไร เมื่อพิจารณาจากการเพิ่มขึ้นของงานในช่วงที่ผ่านมาและการลดลงของอัตราการว่างงานในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง คาดว่าการจ้างงานจะทรงตัวหรือสูงขึ้นเล็กน้อย โดยอัตราการว่างงานน่าจะคงอยู่ในช่วงกลางของระดับ 6% มากกว่าที่จะมีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ความแตกต่างระหว่างตลาดแรงงานสหรัฐฯ และแคนาดาโดยปกติแล้วจะส่งแรงกดดันด้านลบต่อคู่เงิน USDCAD เนื่องจากตลาดแรงงานแคนาดามีความยืดหยุ่นมากกว่าในขณะที่การเติบโตของสหรัฐฯ ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดกำลังส่งอิทธิพลที่แข็งแกร่งกว่าปัจจัยพื้นฐาน ความตึงเครียดเกี่ยวกับเวเนซุเอลา ซึ่งสหรัฐฯ ได้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลให้ประธานาธิบดีมาดูโรถูกถอดจากตำแหน่ง ได้ผลักดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ตลาดกำลังรับรู้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกและความกังวลต่อเสถียรภาพในภูมิภาค รายงานระบุว่ายังคงมีการถกเถียงกันในวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับอำนาจในการทำสงคราม รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากนานาชาติ ซึ่งยังคงส่งเสริมความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง พลวัตนี้สะท้อนให้เห็นในคู่เงิน USDCAD ซึ่งกำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน การวิเคราะห์ทางเทคนิคบ่งชี้ว่าแนวต้านบริเวณ 1.38900 คือจุดสำคัญ การดีดตัวขึ้นเหนือระดับนี้ได้อย่างเด็ดขาดอาจเปิดทางไปสู่ระดับราคาที่สูงขึ้นและยืนยันความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา เทรดเดอร์ควรจับตาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเศรษฐกิจและพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มที่จะกำหนดการเคลื่อนไหวในระยะสั้น และสถานการณ์ปัจจุบันเน้นย้ำว่ากระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยสามารถมีน้ำหนักเหนือสัญญาณตลาดแรงงานแบบดั้งเดิมได้ชั่วคราว บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 8 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 8 มกราคม 2569
Jan 08, 2026

เงินเฟ้อที่เบาบางในสวิตเซอร์แลนด์และข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลงกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นในตลาดสกุลเงิน ตลาดโลกเริ่มต้นวันด้วยการมุ่งเน้นไปที่ข้อมูลอัปเดตทางเศรษฐกิจที่สำคัญสองประการจากสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองข้อมูลต่างให้เบาะแสว่าแนวโน้มเงินเฟ้อและการจ้างงานกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใดในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ ในสวิตเซอร์แลนด์ ความสนใจมุ่งไปที่ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยเคลื่อนไหวใกล้ระดับศูนย์เกือบตลอดทั้งปี ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ราคาแทบจะไม่มีการขยับขึ้นเลย และในบางเดือนยังมีการปรับลดลงเล็กน้อยด้วยซ้ำ สิ่งนี้สะท้อนถึงการรวมกันของอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ราคาพลังงานที่มั่นคง และค่าเงินฟรังก์สวิสที่แข็งค่าซึ่งช่วยควบคุมต้นทุนการนำเข้า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอื่นๆ สวิตเซอร์แลนด์เผชิญกับแรงกดดันด้านราคาน้อยมาก และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์พึงพอใจ หากพิจารณาจากแนวโน้มล่าสุด อัตราเงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดเพียงเล็กน้อยในช่วงต้นปีที่แล้วก่อนที่จะค่อยๆ เย็นตัวลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงช่วงเดือนสุดท้ายของปี ราคาผู้บริโภคอยู่ในระดับคงที่หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ด้วยบริบทนี้ การคาดการณ์สำหรับการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในวันนี้จึงยังคงเงียบเหงา นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยน่าจะอยู่ใกล้ระดับศูนย์หรือสูงกว่านั้นเพียงเล็กน้อย ตัวเลขที่ประมาณ 0.1% จะเพียงพอที่จะยืนยันว่าแรงกดดันด้านราคายังคงอ่อนแอ โดยไม่ทำให้ภาพรวมเปลี่ยนไป สำหรับเงินฟรังก์สวิส ข้อมูลประเภทนี้มักจะจำกัดโอกาสในการแข็งค่า เนื่องจากเป็นการสนับสนุนมุมมองที่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกนาน ในขณะเดียวกันในสหรัฐอเมริกา ตลาดกำลังจับตามองตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์เพื่อหาสัญญาณว่าตลาดแรงงานยังคงมีความยืดหยุ่นเพียงใด ในปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต โดยทั่วไปจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ซึ่งส่งสัญญาณถึงเสถียรภาพมากกว่าสภาวะตึงเครียด แม้ว่าจะมีการพุ่งสูงขึ้นเป็นครั้งคราว แต่มักจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นและมักเชื่อมโยงกับปัจจัยตามฤดูกาลมากกว่าการเลิกจ้างที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังเย็นตัวลงอย่างช้าๆ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการไม่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับต่ำสุดใหม่อีกต่อไป และกิจกรรมการจ้างงานก็ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า สิ่งนี้สอดคล้องกับตัวชี้วัดด้านแรงงานอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่านายจ้างเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวและต้นทุนการกู้ยืมยังคงอยู่ในระดับสูง สำหรับการรายงานในวันนี้ ความคาดหวังพุ่งเป้าไปที่การเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการรายงานครั้งล่าสุด โดยน่าจะทำให้จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการอยู่เหนือระดับต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงต่ำกว่าระดับที่เกี่ยวข้องกับตลาดงานที่อ่อนแอ ตัวเลขที่อยู่ในช่วง 200,000 ต้นๆ จะเป็นตัวยืนยันถึงความยืดหยุ่นแต่ยังคงถูกฉุดไว้ด้วยสัญญาณที่ว่าแรงส่งของการเติบโตและการจ้างงานกำลังชะลอตัวลง ขณะที่ตลาดกำลังย่อยข้อมูลเหล่านี้ ความสนใจจะยังคงอยู่ที่ว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำในยุโรปและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลงจะผลักดันให้ธนาคารกลางต่างๆ ใช้ท่าทีที่อดทนมากขึ้นหรือไม่ จนกว่าสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้จะปรากฏขึ้น การเคลื่อนไหวของสกุลเงินมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับที่ระมัดระวัง โดยถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังเชิงสัมพัทธ์มากกว่าการสร้างความประหลาดใจอย่างรุนแรง บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 7 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 7 มกราคม 2569
Jan 07, 2026

ตลาดโลกจับตาเงินเฟ้อที่ชะลอตัวและการเติบโตที่ชะลอลง วันนี้ตลาดโลกให้ความสำคัญกับพัฒนาการของอัตราเงินเฟ้อและกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยข้อมูลใหม่จากออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา และยุโรป ช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าการเติบโตและแรงกดดันด้านราคาอยู่ที่ระดับใดในช่วงผลัดเปลี่ยนปี ในออสเตรเลีย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะยังคงอยู่สูงกว่าระดับที่ผู้กำหนดนโยบายพึงพอใจก็ตาม ราคาสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันสูงขึ้น 3.4% ในช่วงปีจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2025 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ตัวเลขนี้ต่ำกว่าระดับ 3.8% ที่พบในเดือนตุลาคม ซึ่งส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อกำลังผ่อนคลายลงมากกว่าที่จะเร่งตัวขึ้น การชะลอตัวได้รับแรงหนุนจากแรงกดดันด้านราคาที่ลดลงในหลายหมวดหมู่ แม้ว่าค่าที่อยู่อาศัย อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และการคมนาคมขนส่ง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา ในรายเดือน ราคาในเดือนพฤศจิกายนคงที่ในข้อมูลดิบ ขณะที่ตัวเลขที่ปรับฤดูกาลแล้วแสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มาตรวัดค่าเฉลี่ยตัดส่วนต่าง (Trimmed mean) ซึ่งตัดการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงออกไปเพื่อให้เห็นภาพเงินเฟ้อพื้นฐานที่ชัดเจนขึ้น ก็ลดลงสู่ระดับ 3.2% จากเดือนตุลาคม สิ่งนี้บ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังค่อย ๆ เย็นตัวลง ที่สำคัญ การรายงานครั้งนี้ยังถือเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรายงาน CPI รายเดือนแบบเต็มรูปแบบในออสเตรเลีย ซึ่งช่วยให้ตลาดและครัวเรือนเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ทันท่วงทีมากขึ้นตามสภาวะที่เปลี่ยนไป ในแคนาดา ความสนใจมุ่งไปที่กิจกรรมทางธุรกิจมากกว่าราคาสินค้า โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของ Ivey แสดงให้เห็นถึงการอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปี 2025 ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา แนวโน้มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิและต้นฤดูร้อน ดัชนีมักจะอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ที่คงที่ กิจกรรมการจัดซื้อที่ยืดหยุ่น และผลผลิตที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมยังคงแสดงการขยายตัว และเดือนกันยายนมีการพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงส่งที่เพิ่มขึ้นชั่วขณะ ความแข็งแกร่งนั้นเริ่มจางหายไปในเดือนตุลาคม และภายในเดือนพฤศจิกายน 2025 ดัชนีลดลงเหลือ 48.4 ซึ่งเป็นการรายงานการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ความอ่อนแอนี้กระจายตัวเป็นวงกว้าง โดยการจ้างงานลดลงต่ำกว่าเส้นการขยายตัวและสินค้าคงคลังเริ่มทรงตัว แม้ว่าแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ในระดับสูง สำหรับการรายงานในวันนี้ การคาดการณ์เอนเอียงไปที่การปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่ใช่การฟื้นตัวเต็มที่ โดยตัวเลขคาดการณ์ของตลาดชี้ไปที่ระดับต่ำกว่า 50 เล็กน้อย ประมาณ 49.5 ซึ่งบ่งชี้ว่าสภาวะต่าง ๆ เริ่มทรงตัวแต่ยังไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในสหรัฐอเมริกา จุดสนใจอยู่ที่ดัชนี ISM Services PMI ซึ่งช่วยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกในภาคส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจอเมริกา ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ภาคบริการส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาวะขยายตัว แม้ว่าแรงส่งจะไม่สม่ำเสมอ ในเดือนพฤษภาคม 2025 ดัชนีลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เล็กน้อย ส่งสัญญาณการหยุดชะงักชั่วคราวเมื่อคำสั่งซื้อใหม่และสินค้าคงคลังอ่อนตัวลง ความอ่อนแอนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเนื่องจากดัชนีดีดตัวกลับตลอดช่วงฤดูร้อน ตัวเลขในเดือนสิงหาคมและกันยายนขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 50 ต้น ๆ ถึงกลาง ๆ ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายเดือน กิจกรรมทางธุรกิจและคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าการจ้างงานมักจะล้าหลังและบางครั้งก็ทรงตัวใกล้ระดับหดตัว ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ภาคบริการยังคงขยายตัวต่อไป โดยในเดือนพฤศจิกายนบันทึกตัวเลขที่ 52.6 ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในรอบเก้าเดือน แรงกดดันด้านราคาก็ผ่อนคลายลงเช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ถึงการคลายตัวของฝั่งเงินเฟ้อ ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นการสูญเสียแรงส่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 54.8 ในเดือนตุลาคม 54.1 ในเดือนพฤศจิกายน และประมาณ 52.5 ในเดือนธันวาคม สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคบริการยังคงแข็งแรงแต่ไม่ได้เร่งตัวขึ้นอีกต่อไป สำหรับการรายงานในวันนี้ คาดว่าการขยายตัวจะดำเนินต่อไปในอัตราที่ช้าลง โดยน่าจะอยู่ในช่วง 50 ต้น ๆ ประมาณ 52.0 ถึง 53.0 ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวจะยืนยันว่าการเติบโตยังคงเป็นบวกแต่มีความระมัดระวังมากขึ้น สะท้อนถึงการใช้จ่ายของลูกค้าที่ระมัดระวัง การเติบโตของอุปสงค์ที่อ่อนตัวลง และการปรับตัวของตลาดแรงงานที่ยังคงดำเนินอยู่ ในยุโรป อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้เป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งตอกย้ำความรู้สึกที่ว่าแรงกดดันด้านราคาโดยส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมแล้วในขณะนี้ ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา เงินเฟ้อในยูโรโซนทรงตัวอยู่ที่ระดับใกล้ 2% ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2025 ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นแสดงให้เห็นเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลงสู่ช่วง 2.0% ถึง 2.2% โดยได้รับความช่วยเหลือหลักจากราคาพลังงานที่ต่ำลง ขณะที่เงินเฟ้อภาคบริการยังคงแข็งแกร่ง ตลอดช่วงฤดูร้อนจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมหมวดพลังงานและอาหารทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 2.3% ถึง 2.4% ชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันพื้นฐานที่ยืดเยื้อแต่ยังจัดการได้ ภายในเดือนกันยายนและตุลาคม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงอยู่ที่ประมาณ 2.2% ซึ่งใกล้เคียงกับความคาดหมายและอยู่เหนือเป้าหมายของ ECB เพียงเล็กน้อย เดือนพฤศจิกายนยังคงดำเนินตามรูปแบบนี้ด้วยตัวเลขประมาณการที่ประมาณ 2.1% ถึง 2.2% สำหรับการประมาณการเบื้องต้นในวันนี้ ตลาดคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยเงินเฟ้อทั่วไปน่าจะอยู่ในกรอบแคบ ๆ เดิม ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังคงอยู่ที่ประมาณ 2.4% ราคาพลังงานไม่ได้ลดลงอย่างรุนแรงเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังไม่มีการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคาสินค้าหรือบริการเช่นกัน หากประเทศเศรษฐกิจใหญ่อย่างเยอรมนียังคงแสดงแนวโน้มที่ผ่อนคลาย ตัวเลขรวมอาจออกมาค่อนไปทางต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่จะเห็นตัวเลขสูงกว่าคาดเล็กน้อยหากค่าบริการหรือต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวน่าจะมีจำกัด บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 6 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 6 มกราคม 2569
Jan 06, 2026

ดัชนี PMI ทั่วโลกส่งสัญญาณการเติบโตอย่างมั่นคงของภาคเอกชน ขณะที่ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นจุดสนใจหลัก รายงานดัชนี PMI วันนี้แสดงให้เห็นภาพรวมของกิจกรรมในภาคเอกชนที่กำลังดำเนินไปในประเทศเศรษฐกิจหลักช่วงเริ่มต้นปี 2026 ในสหราชอาณาจักร ดัชนี PMI รวม (Composite PMI) ประจำเดือนธันวาคมอยู่ที่ 52.1 เพิ่มขึ้นจาก 51.2 ในเดือนพฤศจิกายน แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมภาคเอกชนโดยรวมขยายตัวในอัตราที่มั่นคง การเติบโตได้รับแรงหนุนจากทั้งภาคบริการและภาคการผลิต โดยภาคธุรกิจรายงานคำสั่งซื้อใหม่และผลผลิตที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นเมื่อสิ้นปี แม้ว่าบริษัทต่าง ๆ จะยังคงต้องรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุนและการจ้างงานที่ระมัดระวัง ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี PMI รวมของสหราชอาณาจักรโดยทั่วไปยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวที่สม่ำเสมอของภาคเอกชนแม้จะมีความผันผวนบ้างในช่วงที่มีความไม่แน่นอน ในสหรัฐอเมริกา ดัชนี PMI ภาคการผลิตจาก ISM ที่ประกาศเมื่อวานนี้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมในโรงงานยังคงหดตัวต่อเนื่อง ณ สิ้นปี 2025 โดยตัวเลขอยู่ที่ 47.9% ลดลงจาก 48.2% ในเดือนพฤศจิกายน และถือเป็นตัวเลขภาคการผลิตที่ต่ำที่สุดของปี ทั้งนี้ดัชนี PMI ที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ถึงสภาวะหดตัว และนี่เป็นเดือนที่สิบติดต่อกันที่กิจกรรมภาคการผลิตลดลง โดยคำสั่งซื้อใหม่และสินค้าคงคลังยังคงอ่อนแอ แม้ว่าการผลิตและการส่งมอบจากซัพพลายเออร์จะมีการขยายตัวเล็กน้อยก็ตาม มีอุตสาหกรรมการผลิตเพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่รายงานการเติบโต ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมยังคงขยายตัว ในขณะเดียวกัน ดัชนี PMI รวมของสหรัฐฯ จาก S&P Global ในวันนี้คาดการณ์ไว้ที่ 52.9 สะท้อนถึงการขยายตัวของภาคเอกชนโดยรวม ซึ่งนำโดยภาคบริการและได้รับแรงหนุนจากภาคการผลิตที่เริ่มมีเสถียรภาพ ในยูโรโซน ดัชนี PMI รวมเบื้องต้น (Flash Composite PMI) ประจำเดือนธันวาคม แสดงการขยายตัวของภาคเอกชนโดยรวมที่ 51.9 ลดลงเล็กน้อยจาก 52.8 ในเดือนพฤศจิกายน ภาคบริการยังคงเติบโต โดยคาดการณ์ดัชนี PMI ภาคบริการของยูโรโซนวันนี้อยู่ที่ 52.6 บ่งชี้ถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและส่งสัญญาณว่าภาคบริการยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทั่วภูมิภาค ส่วนภาคการผลิตยังคงอ่อนแอ โดยผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่หดตัวในประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่างเยอรมนีและอิตาลี เมื่อมองย้อนกลับไป ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซนในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 52.6 แสดงให้เห็นว่าภาคบริการได้ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของภาคเอกชนโดยรวมอย่างสม่ำเสมอตลอดปีที่ผ่านมา แม้จะมีความท้าทายในภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ต้องระบุคือ ข้อมูล PMI ที่เผยแพร่ในวันนี้เป็นตัวเลขคาดการณ์ และแม้จะแสดงภาพรวมของแนวโน้มภาคเอกชน แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้ ความสนใจของตลาดในปัจจุบันพุ่งไปที่ความคืบหน้าล่าสุดในเวเนซุเอลา หลังจากการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้มีการจับกุม นิโคลัส มาดูโร และภรรยาในข้อหาอาชญากรรม รวมถึงแถลงการณ์จากเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาเกี่ยวกับขั้นตอนต่อไป เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้กำลังดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven assets) และสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity currencies) รุนแรงกว่าตัวเลข PMI คาดการณ์ของวันนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่นำไปใช้ตัดสินใจได้จริงและสามารถเคลื่อนตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญจะเริ่มเข้ามาตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ดังนั้นเทรดเดอร์จึงควรใช้ความระมัดระวังและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไปต่อตัวเลข PMI ในวันนี้ เมื่อพิจารณารวมกัน ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคเอกชน ณ ต้นปี 2026 ยังคงเป็นบวกในภาพรวมทั้งในสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และยูโรโซน โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากภาคบริการและอุปสงค์ของผู้บริโภค ในขณะที่ภาคการผลิตยังคงเผชิญกับอุปสรรคต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สำหรับวันนี้ พัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ในเวเนซุเอลามีความสำคัญเหนือกว่าข้อมูล PMI คาดการณ์ในแง่ของผลกระทบต่อตลาด และนักลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 2 มกราคม 2569
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 2 มกราคม 2569
Jan 02, 2026

ตัวเลข PMI โลกสะท้อนการขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในเศรษฐกิจสำคัญ วันนี้เรามาดูตัวเลข ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) กัน ในสหรัฐอเมริกา ตัวเลข Flash PMI ล่าสุดของเดือนธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของกิจกรรมทางธุรกิจชะลอตัว ดัชนี PMI รวมอยู่ที่ประมาณ 53.0 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน การชะลอตัวนี้เกิดจากทั้งภาคการผลิตและภาคบริการที่ขยายตัวช้าลง ขณะที่คำสั่งซื้อสินค้าใหม่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 1 ปี ดัชนี S&P Global Manufacturing PMI อยู่ที่ 51.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าและต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเล็กน้อย บ่งชี้ถึงกิจกรรมโรงงานที่ช้าลงแม้ภาคการผลิตยังคงอยู่ในเขตขยายตัวเล็กน้อย ในช่วงต้นปี 2568 ดัชนี PMI การผลิตของสหรัฐสูงกว่า 52 กลางปี ก่อนปรับตัวลดลงในครึ่งหลังของปี ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการก็แสดงการชะลอตัวจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงต้นปี ภาพรวมสะท้อนเศรษฐกิจที่ยังเติบโต แต่แรงขับเคลื่อนเริ่มลดลงเนื่องจากความต้องการซอฟต์ลงและต้นทุนวัตถุดิบยังเป็นปัญหาสำหรับบริษัท สำหรับการประกาศวันนี้ ตลาดจะจับตาดูว่ารูปแบบนี้ยังคงอยู่หรือไม่ โดยคาดว่าดัชนี PMI จะยังคงใกล้กับระดับล่าสุด แทนที่จะปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว ในยุโรป ตัวเลข PMI ล่าสุดสะท้อนการขยายตัวเล็กน้อยที่อ่อนแอกว่าสหรัฐอเมริกา จากการสำรวจ PMI พบว่ากิจกรรมทางธุรกิจในยูโรโซนชะลอตัว โดยได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของภาคการผลิตเยอรมนี แม้ฝรั่งเศสและเศรษฐกิจอื่น ๆ จะปรับตัวดีขึ้นบ้าง การใช้จ่ายของครัวเรือนยังระมัดระวัง ขณะที่ข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะจำกัดการสนับสนุนการเติบโตของรัฐบาล ดัชนี PMI ของยุโรปอยู่ใกล้ระดับขยายตัว โดยบางเดือนแสดงการเติบโตช้าลงและบางเดือนมีการปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อย นักลงทุนจะติดตามว่ากิจกรรมทางธุรกิจยังคงมีเสถียรภาพหรือชะลอตัวต่อไป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาการเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอในยูโรโซนช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ในสหราชอาณาจักร ตัวเลข PMI ล่าสุดก่อนสิ้นปี 2568 ชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยแต่ยังเปราะบาง ดัชนี PMI ของสหราชอาณาจักรอยู่เหนือ 50 เล็กน้อยในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นระดับที่แยกเขตขยายตัวกับหดตัว แสดงให้เห็นการเติบโตเพียงเล็กน้อยของสภาพธุรกิจ ภาพรวมนี้เกิดขึ้นในบริบทของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและการผลิตเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งทำให้ธนาคารแห่งอังกฤษปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อเงินเฟ้อต่ำและการเติบโตที่ช้าลง ในช่วงต้นปี 2568 ดัชนี PMI ของสหราชอาณาจักรมีความผันผวน โดยหลายครั้งลดต่ำกว่า 50 ซึ่งเป็นสัญญาณหดตัว ก่อนจะปรับตัวสูงขึ้นในเดือนหลัง ๆ ตลาดจะประเมินว่าการเติบโตเล็กน้อยนี้ยังคงต่อเนื่องเข้าสู่ปีใหม่หรือไม่ และสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางยังส่งผลต่อกิจกรรมธุรกิจต่อไป สำหรับแคนาดา ดัชนี PMI แสดงรูปแบบการขยายตัวเล็กน้อยในปี 2568 พร้อมจุดที่อ่อนแอบางครั้ง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการของแคนาดาแสดงการเติบโตใกล้ระดับขยายตัวตลอดทั้งปี แต่ตัวเลขมักอยู่ใกล้ 50 มากกว่าเกิน 50 แสดงถึงการเติบโตของผลผลิตช้าและความเชื่อมั่นทางธุรกิจผสมกัน เงื่อนไขความต้องการยังไม่สม่ำเสมอ โดยภาคทรัพยากรและการส่งออกช่วยสนับสนุน ในขณะที่ความต้องการภายในประเทศและกิจกรรมผู้บริโภคเริ่มชะลอตัว ตัวเลข PMI ล่าสุดชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจแคนาดายังคงเติบโตเล็กน้อย ขณะที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและความต้องการโลกที่อ่อนแอ การประกาศ PMI ครั้งต่อไป นักลงทุนแคนาดาและนักลงทุนทั่วโลกจะจับตาว่าดัชนี PMI ของแคนาดายังคงทรงตัวหรือชะลอตัวต่อไป ควรตระหนักด้วยว่า เนื่องจากปีเพิ่งเริ่ม ตลาดและสถาบันการเงินหลายแห่งยังอยู่ในช่วงวันหยุด การเข้าร่วมตลาดลดลงและสภาพคล่องต่ำ ความผันผวนอาจกลับมาในสัปดาห์หน้า เมื่อการซื้อขายในปี 2569 เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
Outlook ภาพรวมตลาดสกุลเงินโลก ปี 2026 : คาดการณ์การปรับตัวในสกุลเงินหลัก
AnalysisNews
Outlook ภาพรวมตลาดสกุลเงินโลก ปี 2026 : คาดการณ์การปรับตัวในสกุลเงินหลัก
Jan 01, 2026

เมื่อเริ่มต้นปี 2026 ตลาดเงินตราต่างประเทศกำลังยืนอยู่บนทางแยก ซึ่งสะท้อนถึงผลพวงจากปี 2025 ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ในปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกต่างตอบสนองต่อการเติบโตที่ชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง และสภาวะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไร้เสถียรภาพ สกุลเงินหลักต่างแยกทางกันไปตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจภายในประเทศ การตัดสินใจเชิงนโยบาย และความเชื่อมั่นของนักลงทุน เมื่อมองไปข้างหน้า แรงผลักดันเดิมเหล่านี้จะยังคงขับเคลื่อนแนวโน้มค่าเงินตลอดปี 2026 แต่คาดว่าปีนี้จะถูกกำหนดโดยความแข็งแกร่งและความอ่อนแอสัมพัทธ์ระหว่างสกุลเงิน มากกว่าการแกว่งตัวอย่างรุนแรง ดอลลาร์สหรัฐ (United States Dollar) ดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ปี 2026 ในสภาวะที่เป็นรอง ในปี 2025 เงินดอลลาร์เผชิญกับผลงานรายปีที่อ่อนแอที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์โดยรวมลดลงประมาณ 9% สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังจากที่คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงมาหลายปีเพื่อหนุนค่าเงินดอลลาร์ Fed ได้เริ่มผ่อนคลายนโยบายในครึ่งหลังของปี 2025 โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 3.50% ถึง 3.75% เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มเย็นตัวลงและมีสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงาน สิ่งนี้ทำให้ดอลลาร์สูญเสียแรงหนุนหลักอย่างความได้เปรียบด้านผลตอบแทน (yield advantage) จูงใจให้นักลงทุนมองหาผลตอบแทนจากที่อื่น ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการถกเถียงด้านการคลังได้สร้างความผันผวนเป็นระยะ แม้ว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดตึงเครียดจะช่วยพยุงแรงเทขายไว้ได้บ้าง ท่ามกลางบริบทนี้ ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นประมาณ 14% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และสกุลเงินหลักอื่น ๆ รวมถึงสกุลเงินที่ผูกกับสินค้าโภคภัณฑ์ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับปี 2026 ดอลลาร์จะยังคงถูกขับเคลื่อนโดยนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ผลประกอบการทางเศรษฐกิจในประเทศ และความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงโลก การคาดการณ์ส่วนใหญ่ชี้ว่า Fed อาจผ่อนคลายนโยบายต่อไปหากการเติบโตชะลอตัวลงอีก หรือหากเงินเฟ้อเข้าใกล้ระดับเป้าหมาย ซึ่งอาจฉุดให้อัตราดอกเบี้ยลงไปสู่ระดับ 3% หากสิ่งนี้เกิดขึ้น ดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อเทียบกับยูโร เยน และสกุลเงินหลักอื่น ๆ เนื่องจากส่วนต่างของผลตอบแทนแคบลง อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์อาจมีการพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นในช่วงที่มีความไม่แน่นอนระดับโลก เช่น วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดในตลาดการเงิน หรือการลดลงอย่างรุนแรงของสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากสถานะของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของดอลลาร์ในปี 2026 คือการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่รุนแรงกว่าที่คาด ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมและกดดันค่าเงิน ในทางกลับกัน แหล่งที่มาของความแข็งแกร่งยังคงเป็นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้น หรือตลาดเผชิญกับความผันผวนในภูมิภาคอื่น โดยรวมแล้ว ดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะซื้อขายในลักษณะเคลื่อนไหวในกรอบ (range-bound) โดยมีการฟื้นตัวชั่วคราวแต่มีการแข็งค่าที่ยั่งยืนอย่างจำกัด เว้นแต่ข้อมูลเศรษฐกิจจะออกมาดีเกินคาด ยูโร (Euro) เงินยูโรเผชิญกับปีแห่งเสถียรภาพในปี 2025 โดยสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของโลก ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ประมาณ 2% ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อใกล้ถึงเป้าหมายและยูโรโซนกำลังดำเนินไปสู่การลงจอดอย่างนุ่มนวล (soft landing) ประมาณการการเติบโตในปี 2025 ถูกปรับมาอยู่ที่ประมาณ 1.4% และเงินเฟ้อค่อย ๆ ลดลงสู่ระดับ 1.9% ภาคการส่งออกได้รับประโยชน์จากการตั้งราคาที่แข่งขันได้ และอุปสงค์ในประเทศยังคงได้รับการสนับสนุนจากตลาดแรงงานที่มั่นคง การเข้าสู่ยูโรโซนของบัลแกเรียในเดือนมกราคม 2026 แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญทางการเมืองอย่างต่อเนื่องของเงินยูโร เมื่อมองไปข้างหน้า เงินยูโรจะถูกกำหนดโดยนโยบายของ ECB การเติบโตของยูโรโซน แนวโน้มเงินเฟ้อ และแรงกดดันภายนอก หาก ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยที่มั่นคงในขณะที่ธนาคารกลางอื่น ๆ โดยเฉพาะ Fed ยังคงผ่อนคลายนโยบาย ยูโรอาจแข็งค่าขึ้นอีกเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าและเสถียรภาพ ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อค่าเงินยูโรคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาอีกครั้ง หรือวิกฤตการณ์ในตลาดพลังงานที่สร้างแรงกดดันต่อประเทศสมาชิก ในทางตรงกันข้าม แหล่งที่มาของความแข็งแกร่งคือการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศที่สม่ำเสมอ เงินเฟ้อที่ควบคุมได้ และความมั่นคงเชิงนโยบาย คาดการณ์ว่า EUR/USD อาจอยู่ในช่วง 1.20 ถึง 1.24 ภายในสิ้นปี โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นเล็กน้อยหากผลตอบแทนสัมพัทธ์และปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงเอื้ออำนวย ผลงานของเงินยูโรเมื่อเทียบกับเงินปอนด์และเงินเยนจะได้รับอิทธิพลจากการไหลเวียนของเงินทุนระหว่างสกุลเงิน (cross-currency flows) เนื่องจากนักลงทุนตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสัมพัทธ์และความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยง ปอนด์สเตอร์ลิง (British Pound) เงินปอนด์อังกฤษมีผลงานที่ผสมผสานในปี 2025 โดยแข็งค่าขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในบางช่วง ขับเคลื่อนโดยดอลลาร์ที่อ่อนค่าและความสนใจของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นในสินทรัพย์ของสหราชอาณาจักร รวมถึงหุ้น ดัชนี FTSE 100 ทะลุระดับ 10,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยได้รับการสนับสนุนจากผลงานที่แข็งแกร่งในกลุ่มธนาคารและวัสดุ แม้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศจะยังอยู่ในระดับปานกลาง อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงสู่เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางอังกฤษ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพื้นฐานลดลงเหลือ 3.75% สะท้อนถึงการเริ่มต้นของวงจรการผ่อนคลายนโยบาย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัยเริ่มลดลง ช่วยปรับปรุงความสามารถในการซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่เคยซบเซา และตลาดแรงงานเริ่มแสดงสัญญาณการอ่อนตัวลง ในปี 2026 เส้นทางของเงินปอนด์จะขึ้นอยู่กับนโยบายการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ พลวัตของตลาดแรงงาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่งควบคู่ไปกับการลดดอกเบี้ยที่มากกว่าที่คาด ซึ่งอาจทำให้เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับทั้งดอลลาร์และยูโร ในทางกลับกัน การผ่อนคลายนโยบายอย่างระมัดระวังในขณะที่ยังคงความน่าเชื่อถือทางการคลังและการเติบโตของโลกที่มั่นคงอาจสนับสนุนเงินปอนด์ ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยภายในสิ้นปี GBP/USD อาจเห็นความผันผวนในระยะสั้นแต่จะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ ขณะที่ GBP/EUR จะอ่อนไหวต่อการดำเนินการของ ECB และกระแสการค้า โดยรวมแล้ว เงินปอนด์มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจในประเทศและการพัฒนาในระดับสากล โดยมีขอบเขตจำกัดสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เยนญี่ปุ่น (Japanese Yen) เงินเยนญี่ปุ่นมีปีที่สำคัญในปี 2025 เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่หาได้ยากของการปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ระดับปกติ (monetary normalization) โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 0.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี หลังจากผ่านไปหลายทศวรรษของอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้ศูนย์และติดลบ แม้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ USD/JPY ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ระดับ 150 ปลายๆ ต่อดอลลาร์ เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการดำเนินการต่อไปของ BOJ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่เพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นของญี่ปุ่นเติบโตอย่างรุ่งเรือง และการเติบโตของ GDP อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีการคาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 0.7% สำหรับปีงบประมาณ 2026 เมื่อมองไปข้างหน้า เงินเยนจะได้รับอิทธิพลจากนโยบายของ BOJ ส่วนต่างของผลตอบแทน และความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงโลก หาก BOJ ยังคงปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปและช่องว่างผลตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นแคบลง เงินเยนอาจแข็งค่าขึ้นปานกลาง โดยอาจซื้อขายในช่วงกลาง 140 ต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปี ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือความระมัดระวังของ BOJ ที่ทำให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยล่าช้าออกไป ซึ่งจะทำให้เงินเยนเปราะบางต่อการอ่อนค่า แหล่งที่มาของความแข็งแกร่งจะมาจากการรักษานโยบายการเงินให้เข้าสู่ระดับปกติอย่างต่อเนื่อง และการบรรจบกันของอัตราดอกเบี้ยกับเขตเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ กระแสเงินทุน การถือครองสถานะเพื่อเก็งกำไร และความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงจะช่วยขยายการเคลื่อนไหว ทำให้เงินเยนอ่อนไหวต่อการพัฒนาของโลก ดอลลาร์ออสเตรเลีย (Australian Dollar) ดอลลาร์ออสเตรเลียมีปี 2025 ที่แข็งแกร่ง โดยพุ่งขึ้นประมาณ 7.7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และซื้อขายใกล้ระดับ 0.6693 เมื่อเริ่มต้นปี 2026 ผลงานนี้ได้รับแรงหนุนจากความยืดหยุ่นภายในประเทศ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เอื้ออำนวย และความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงโลก การส่งออกแร่เหล็ก ทองแดง ทองคำ และแร่ธาตุสำคัญของออสเตรเลียยังคงเป็นที่ต้องการ ซึ่งช่วยสนับสนุนเงื่อนไขการค้าและเป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติให้กับค่าเงิน ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 3.60% ในต้นปี 2025 เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงและความไม่แน่นอนของโลก แต่ต่อมาได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ระมัดระวังมากขึ้นและสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยท่าทีที่เข้มงวด (hawkish) ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในประเทศอื่น สิ่งนี้ช่วยให้ AUD ฟื้นตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ในขณะที่นักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตโฟลิโอไปยังสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าซึ่งผูกติดกับสินค้าโภคภัณฑ์ เมื่อมองเข้าสู่ปี 2026 ปัจจัยหลายประการจะมีอิทธิพลต่อ AUD นโยบายการเงินเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากปัจจัยที่ RBA ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยทำให้เกิดความได้เปรียบด้านผลตอบแทนสัมพัทธ์เมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจที่อาจลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง เช่น สหรัฐฯ หรือนิวซีแลนด์ สิ่งนี้ทำให้สินทรัพย์ออสเตรเลียมีความดึงดูดใจต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ซึ่งอาจช่วยพยุงค่าเงิน ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยเฉพาะจากจีนและเศรษฐกิจอื่น ๆ ในเอเชีย จะมีความสำคัญเช่นกัน การชะลอตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือการผลิตภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาคเหล่านี้อาจกดดันค่าเงิน AUD อีกปัจจัยหนึ่งคือความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยง: ในฐานะสกุลเงินที่อ่อนไหวต่อสินค้าโภคภัณฑ์และความเสี่ยง AUD มักจะแข็งค่าขึ้นเมื่อนักลงทุนมั่นใจในการเติบโตของโลกและแสวงหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ขณะที่ช่วงเวลาของการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจะผลักดันเงินทุนกลับไปยังสกุลเงินปลอดภัย เช่น ดอลลาร์หรือฟรังก์สวิส ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ AUD ในปี 2026 คือการรวมกันของการเติบโตของโลกที่อ่อนแอลงและการชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์หรืออุตสาหกรรมของจีน ซึ่งจะลดความต้องการสินค้าส่งออกหลักของออสเตรเลียและจำกัดการปรับตัวขึ้นของค่าเงิน ในทางกลับกัน แหล่งที่มาของความแข็งแกร่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยสัมพัทธ์ที่สูงขึ้น ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่มั่นคง และความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของออสเตรเลีย AUD/USD อาจเคลื่อนตัวเหนือ 0.70 ภายในสิ้นปี 2026 หากปัจจัยเหล่านี้สอดคล้องกัน แม้แต่ผลประกอบการทางเศรษฐกิจในประเทศก็อาจช่วยเสริมแรง: การเติบโตของ GDP ที่ปานกลางและสภาวะตลาดแรงงานที่ปรับตัวดีขึ้นจะช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นในประเทศ เสริมสร้างความต้องการสินทรัพย์ AUD จากต่างประเทศ โดยรวมแล้ว ปี 2026 อาจเห็น AUD ซื้อขายด้วยการแข็งค่าปานกลางเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยมีความผันผวนเป็นระยะที่ขับเคลื่อนโดยวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ ความคาดหวังต่อการเติบโตของโลก และการเปลี่ยนแปลงของความต้องการความเสี่ยง ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (New Zealand Dollar) ในปี 2025 เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์สะท้อนถึงอิทธิพลร่วมระหว่างความอ่อนแอทางเศรษฐกิจในประเทศและแนวโน้มโลกในวงกว้าง ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2.25% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 เพื่อตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับปานกลางและการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3% ในไตรมาสเดือนกันยายน แต่แรงกดดันด้านราคาพื้นฐานยังคงถูกควบคุมไว้ ทำให้ RBNZ มีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบาย ธนาคารกลางระบุว่าวงจรการผ่อนคลายนโยบายสิ้นสุดลงแล้ว โดยส่งสัญญาณว่าน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2026 เว้นแต่สภาวะเศรษฐกิจจะแย่ลงหรือเงินเฟ้อเบี่ยงเบนไปจากความคาดหมาย NZD แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์เมื่อตลาดลดการคาดการณ์เรื่องการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก ความต้องการความเสี่ยง และความต้องการบริการด้านการส่งออกก็มีอิทธิพลต่อผลงานของค่าเงินเช่นกัน เนื่องจากนิวซีแลนด์เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กและเปิดกว้าง ในปี 2026 NZD จะยังคงตอบสนองต่อนโยบายการเงิน ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงโลก และการพัฒนาทางการค้า RBNZ มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ 2.25% เป็นส่วนใหญ่ของปี เว้นแต่เงินเฟ้อจะลดลงเร็วกว่าที่คาดหรือกิจกรรมในประเทศอ่อนตัวลงอีก ท่าทีเชิงนโยบายสัมพัทธ์นี้จะเป็นตัวกำหนดความดึงดูดของสินทรัพย์นิวซีแลนด์ต่อนักลงทุนทั่วโลกเมื่อเทียบกับทางเลือกในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ส่งออกอื่น ๆ จะมีความสำคัญ ความต้องการที่แข็งแกร่งจากเอเชีย โดยเฉพาะจีน อาจช่วยกระตุ้นรายได้จากการค้าและสนับสนุนค่าเงิน ขณะที่ความต้องการที่อ่อนแอลงอาจกดดัน NZD ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงจะมีบทบาทอย่างมาก เนื่องจากเงินคีวี (Kiwi) มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐหรือเยนญี่ปุ่น ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ NZD คือการที่การเติบโตของโลกชะลอตัวลงอย่างมาก กระตุ้นให้เกิดกระแสการเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off) ซึ่งจะลดความต้องการสกุลเงินขนาดเล็กที่ผูกกับสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการที่เงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงเกินคาดจนบีบให้ต้องมีการผ่อนคลายทางการเงินอย่างไม่คาดคิด ในทางตรงกันข้าม แหล่งที่มาของความแข็งแกร่งคือนโยบาย RBNZ ที่มั่นคง เงินเฟ้อที่ถูกควบคุม และสภาวะการเติบโตของโลกที่เอื้ออำนวยซึ่งช่วยประคองความต้องการสินค้าส่งออกของนิวซีแลนด์ NZD/USD อาจเพิ่มขึ้นสู่ 0.64 ภายในสิ้นปีหาก Fed ลดดอกเบี้ยและสภาวะโลกเอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยง พัฒนาการในประเทศ รวมถึงการเติบโตของค่าจ้างและแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัย ก็อาจมีอิทธิพลต่อค่าเงินเช่นกัน โดยรวมแล้ว ปี 2026 น่าจะเห็น NZD ซื้อขายด้วยความแข็งแกร่งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อเทียบกับระดับกลางปี 2025 แต่จะยังคงอ่อนไหวต่อวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์โลก ความคาดหวังด้านนโยบายการเงิน และความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยง ฟรังก์สวิส (Swiss Franc) เงินฟรังก์สวิสยังคงถูกกำหนดโดยเงินเฟ้อในประเทศที่ต่ำ นโยบายการเงินที่ระมัดระวัง และชื่อเสียงในฐานะสกุลเงินปลอดภัยในปี 2025 ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0.25% ในช่วงต้นปี เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำมากที่ประมาณ 0.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ และต่อมาปรับลดเหลือ 0% ในช่วงปลายปี 2025 SNB ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดปี 2026 ซึ่งสะท้อนถึงท่าทีที่เป็นกลางเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจพร้อมกับรักษาเสถียรภาพราคา แม้อัตราดอกเบี้ยจะต่ำ แต่เงินฟรังก์แข็งค่าขึ้นเกือบ 15% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะการค้าที่ผันผวน และการเติบโตของโลกที่ไม่สม่ำเสมอ SNB ลดการซื้อเงินตราต่างประเทศลงในช่วงปลายปี 2025 หลังจากที่เคยแทรกแซงก่อนหน้านี้ ตอกย้ำถึงความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของค่าเงินที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก การเติบโตในประเทศอยู่ในระดับปานกลาง โดย GDP ขยายตัวประมาณ 1.2% ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2026 ชี้ว่ามีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 0.5% ในปี 2026 ฟรังก์จะยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและความต้องการความเสี่ยง ความมุ่งมั่นของ SNB ต่ออัตราดอกเบี้ยที่คงที่ชี้ให้เห็นว่ากระแสเงินทุนที่ขับเคลื่อนโดยผลตอบแทนจะไม่ใช่แรงหนุนหลักของค่าเงิน แต่ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ช่วงเวลาของความตึงเครียดในตลาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผันผวนทางการเงินของโลกอาจทำให้ฟรังก์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับทั้งสกุลเงินหลักและสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ CHF คือการกลับมาของการเติบโตของโลกที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและผลักดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับคู่อื่น ๆ ในทางตรงกันข้าม แหล่งที่มาของความแข็งแกร่งคือความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ในตลาดโลก เงินเฟ้อในประเทศที่ต่ำ และชื่อเสียงของสวิตเซอร์แลนด์ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินที่มั่นคง คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยน EUR/CHF น่าจะยังคงมีเสถียรภาพเนื่องจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดของสวิตเซอร์แลนด์กับยูโรโซน แต่ USD/CHF อาจเห็นความแข็งแกร่งเป็นช่วง ๆ หากความกังวลต่อความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น โดยรวมแล้ว คาดว่าฟรังก์จะเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ยืดหยุ่นที่สุดในปี 2026 โดยมูลค่าจะถูกกำหนดโดยความรู้สึกของโลกมากกว่านโยบายในประเทศ ดอลลาร์แคนาดา (Canadian Dollar) เงินดอลลาร์แคนาดามีปี 2025 ที่ผสมผสานแต่ยังคงความยืดหยุ่น โดยได้รับอิทธิพลจากนโยบายในประเทศ ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ระหว่างประเทศ ธนาคารกลางแคนาดา (BoC) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อการเติบโตที่ชะลอตัวลงและความไม่แน่นอนทางการค้า จนทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดของช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อยังคงใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2% ขณะที่ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของแคนาดา มีความผันผวนแต่โดยรวมยังให้การสนับสนุนค่าเงิน ผลงานของเงินดอลลาร์แคนาดา (Loonie) ยังได้รับอิทธิพลจากการดำเนินการของ Fed เนื่องจากความแตกต่างของการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยส่งผลต่อส่วนต่างผลตอบแทนและกระแสการลงทุน ภาคการผลิตและอุปสงค์ในประเทศยังคงอ่อนแอ ทำให้การแข็งค่าอย่างมากมีขอบเขตจำกัด แม้ว่าจะสังเกตเห็นช่วงเวลาที่แข็งค่าสัมพัทธ์เมื่อราคาน้ำมันมีเสถียรภาพหรืออัตราดอกเบี้ยยังคงเอื้ออำนวยเมื่อเทียบกับนโยบายของสหรัฐฯ มองไปข้างหน้าถึงปี 2026 CAD จะถูกกำหนดโดยส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยง หากธนาคารกลางแคนาดาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะที่ Fed ผ่อนคลายนโยบายรุนแรงขึ้น เงินดอลลาร์แคนาดาอาจแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อส่วนต่างผลตอบแทนแคบลง ราคาน้ำมันและพลังงานจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสนับสนุนการส่งออกและดุลการค้า ขณะที่การลดลงจะกดดันค่าเงิน ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงโลกจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนของ CAD เช่นกัน ในสภาวะที่เปิดรับความเสี่ยง (risk-on) นักลงทุนอาจนิยมสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงและเชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะหนุนเงินดอลลาร์แคนาดา ในขณะที่ช่วงเวลาหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอาจผลักดันเงินทุนไปยังดอลลาร์สหรัฐหรือฟรังก์สวิส ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ CAD ในปี 2026 คือการร่วงลงอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันควบคู่ไปกับการเติบโตของโลกที่ช้าลง โดยเฉพาะในคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน ในทางตรงกันข้าม แหล่งที่มาของความแข็งแกร่งอยู่ที่นโยบายในประเทศที่มั่นคง แนวโน้มสินค้าโภคภัณฑ์ที่เอื้ออำนวย และความยืดหยุ่นตามประวัติศาสตร์ของดอลลาร์แคนาดาในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจค่อนข้างสงบ USD/CAD อาจเคลื่อนตัวลดลงหากปัจจัยเหล่านี้สอดคล้องกัน ขณะที่ความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญยังคงเป็นไปได้ตามเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์หรือความตึงเครียดของตลาด โดยรวมแล้ว คาดว่าดอลลาร์แคนาดาจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบปานกลาง โดยตอบสนองต่อสัญญาณเศรษฐกิจในประเทศ ผลงานของสินค้าโภคภัณฑ์ และสภาวะโลกภายนอกรวมกัน ภาพรวมทั้งหมด (Overall Outlook) ปี 2026 มีแนวโน้มที่จะเป็นปีแห่งการปรับสมดุลอย่างระมัดระวังมากกว่าการแกว่งตัวอย่างรุนแรงของสกุลเงินทั่วโลก นโยบายการเงิน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยง และพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยหลักที่ครอบงำตลาด ดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ยังคงมีความดึงดูดใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ยูโรอาจแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากความมั่นคงเชิงนโยบาย เงินปอนด์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ เงินเยนอาจแข็งค่าขึ้นปานกลางตามการปรับนโยบายของ BOJ เข้าสู่ระดับปกติ สกุลเงินที่ผูกกับสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง AUD และ NZD อาจปรับตัวขึ้นตามอุปสงค์โลกที่เอื้ออำนวย ฟรังก์สวิสจะยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และดอลลาร์แคนาดาจะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและส่วนต่างผลตอบแทน นักลงทุนควรเตรียมรับมือกับความผันผวนระยะสั้นและการแกว่งตัวปานกลาง มากกว่าแนวโน้มทิศทางเดียวที่ยั่งยืน โดยผลงานของแต่ละสกุลเงินจะถูกขับเคลื่อนด้วยทั้งปัจจัยพื้นฐานในประเทศและพลวัตของโลกควบคู่กันไป บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2568
Dec 30, 2025

ตัวเลขแรงงานและที่อยู่อาศัยสหรัฐยังผสมกัน ในขณะที่เงินเฟ้อสเปนเริ่มนิ่ง ตามข้อมูลเบื้องต้นของ ADP ซึ่งคำนวณจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ สำหรับช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 นายจ้างเอกชนเพิ่มตำแหน่งงานเฉลี่ยประมาณ 16,250 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากตัวเลขต่ำมากหรือเป็นลบในสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนถึงการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายน เมื่อดูตัวเลขรายเดือนที่กว้างขึ้น รายงานการจ้างงานของ ADP ระบุว่า การจ้างงานภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และอัตราการเติบโตค่าจ้างรายปีเพิ่มขึ้นประมาณ 4.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลจากมาตรวัดอื่นแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานรายเดือนของ ADP สำหรับเดือนพฤศจิกายนเป็นลบประมาณ -31,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการปรับตัวจากการจ้างงานที่เป็นบวกในช่วงต้นปี และต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นที่รายงานในเดือนก่อนหน้า เช่น เดือนตุลาคมที่การจ้างงานเพิ่มขึ้น ตลอดปีที่ผ่านมา การจ้างงานภาคเอกชนมีความผันผวนซ้ำ ๆ ทั้งรายงานผลได้และเสีย แสดงให้เห็นว่าสภาพการจ้างงานไม่สม่ำเสมอ สำหรับการประกาศตัวเลขล่าสุด รายงานรายสัปดาห์ของ ADP อาจแสดงให้เห็นการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือมีการลดลงเล็กน้อยในบางสัปดาห์ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบความผันผวนของการจ้างงานภาคเอกชนในช่วงหลัง สำหรับดัชนีราคาที่อยู่อาศัย ดัชนีราคาบ้านของสหรัฐ (HPI) รายเดือนและดัชนี S&P/Case-Shiller Composite-20 HPI รายปี ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงมูลค่าทรัพย์สินที่อยู่อาศัย ดัชนี S&P/Case-Shiller วัดแนวโน้มราคาบ้านในเมืองใหญ่ ๆ ข้อมูลปีต่อปีล่าสุดของเดือนตุลาคม 2568 แสดงให้เห็นว่าดัชนีราคาบ้าน S&P/Case-Shiller Composite-20 เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เท่ากับตัวเลขก่อนหน้า และช้ากว่าการเพิ่มขึ้นประจำปีที่สูงกว่าในช่วงต้นปี 2568 ที่เคยใกล้ 2% หรือสูงกว่าในช่วงกลางปี สำหรับข้อมูลรายเดือน ดัชนี Case-Shiller Composite ระบุค่าดัชนีประมาณ 337.71 สำหรับเดือนกันยายน 2568 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นประมาณ 1.37% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการเติบโตของราคาที่อยู่ในระดับปานกลาง แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยมีการเพิ่มขึ้นของราคาช้ากว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนเงินกู้สูงและความสามารถในการซื้อจำกัดความต้องการของผู้ซื้อ สำหรับการประกาศรายเดือนต่อไป ตลาดคาดว่าการเติบโตของราคาจะยังคงปานกลาง โดยอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยรายเดือน และการเพิ่มขึ้นรายปีอาจใกล้เคียงกับตัวเลขล่าสุด แทนที่จะเร่งตัวอย่างรวดเร็ว ในยุโรป ดัชนี CPI เร่งด่วน (Flash CPI) ของสเปน รายปี ให้สัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับเงินเฟ้อในสเปน และมักใช้เป็นตัวชี้วัดแนวโน้มเงินเฟ้อของยูโรโซน ตัวเลขเร่งด่วนล่าสุดแสดงให้เห็นว่าราคาผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 3.0% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า ต่ำกว่าตัวเลข 3.1% ของปีก่อนเล็กน้อย อัตราเงินเฟ้อในระดับปานกลางนี้สะท้อนถึงแรงกดดันราคาที่ช้าลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ยังบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากลุ่มเป้าหมายทั่วไปของธนาคารกลางยุโรปที่ราว 2% สำหรับตัวเลขเร่งด่วนของสเปนยังแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวน) อยู่ที่ประมาณ 2.6% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันราคาหลักยังไม่ลดลงอย่างมาก สำหรับการประกาศเร่งด่วนครั้งต่อไป ตลาดคาดว่าเงินเฟ้อหลักของสเปนจะยังคงใกล้ 3.0% สอดคล้องกับแนวโน้มราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงแต่ปานกลาง โดยรวมแล้ว การประกาศตัวเลขเหล่านี้ช่วยสร้างภาพรวมของสภาพเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ขณะที่ปีใกล้ปิด นักลงทุนและสถาบันการเงินหลายแห่งจะอยู่ในช่วงวันหยุด ทำให้การเข้าร่วมตลาดลดลงและสภาพคล่องต่ำ การตอบสนองของตลาดต่อข้อมูลเหล่านี้อาจจำกัด ดังนั้นควรระมัดระวังในสภาพการซื้อขายที่บางลงช่วงปลายปี บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 29 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 29 ธันวาคม 2568
Dec 29, 2025

ขาดดุลการค้าสินค้าและยอดขายบ้านรอดำเนินการในสหรัฐฯ แสดงความมั่นคง ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ยอดดุลการค้าสินค้ามักแสดงขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการนำเข้าส่วนใหญ่เกินกว่าการส่งออก สะท้อนถึงความต้องการภายในประเทศที่สูงต่อสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ รวมถึงแนวโน้มการบริโภคทั่วโลกโดยรวม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขทางการของเดือนกันยายนแสดงว่าขาดดุลการค้ารวมทั้งสินค้าและบริการลดลงเหลือประมาณ -85.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากการส่งออกเติบโตมากกว่าการนำเข้าเล็กน้อย แม้ว่าช่องว่างรวมยังคงใหญ่ ก่อนหน้านี้ในปีนี้ ขาดดุลสินค้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงขาดดุลที่มากขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเคยเกิน -77 พันล้านดอลลาร์ เมื่อการนำเข้าสูงขึ้นก่อนการปรับภาษีใหม่ ขณะที่การส่งออกเติบโตในระดับปานกลาง สำหรับเดือนตุลาคม คาดว่าดุลการค้าสินค้าจะยังคงขาดดุลต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการสินค้านำเข้าที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการส่งออกที่เติบโตปานกลาง ตัวเลขที่แน่นอนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของความต้องการทั่วโลก นโยบายภาษี และความเคลื่อนไหวของห่วงโซ่อุปทาน แต่แนวโน้มในปีที่ผ่านมาแสดงว่าขาดดุลจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือนที่ผ่านมา รายงาน Pending Home Sales ก็เปิดเผยในวันนี้เช่นกัน ในช่วงปีที่ผ่านมา ยอดขายบ้านรอดำเนินการมีความผันผวนทั้งขึ้นและลง ตามอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ความสามารถในการซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ช่วงต้นปี 2025 การเซ็นสัญญาเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหนึ่งเพื่อตอบสนองต่ออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่ลดลง แต่ก็ลดลงจนถึงระดับต่ำมากในฤดูหนาว เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงและราคาสูงทำให้ผู้ซื้อถอย ล่าสุด ข้อมูลเดือนตุลาคมแสดงการฟื้นตัวอย่างมั่นคง ยอดขายบ้านรอดำเนินการเพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และบ่งชี้ถึงกิจกรรมที่กลับมามากขึ้นในหลายภูมิภาคของประเทศ ชี้ให้เห็นว่าผู้ซื้อบางส่วนได้รับแรงจูงใจจากความสามารถในการซื้อที่ดีขึ้นและอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่ลดลง แม้ว่าสภาพตลาดยังคงท้าทายสำหรับหลายคน ความเห็นของตลาดวันนี้คือจังหวะการเซ็นสัญญาอาจยังคงเป็นบวกแต่ปานกลาง ใกล้เคียงกับระดับในเดือนตุลาคม มากกว่าที่จะแสดงการเร่งตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งสองข้อมูลนี้มีผลต่อมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปลายปี 2025 ขาดดุลการค้าสินค้าที่ต่อเนื่องบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ ยังคงนำเข้าสินค้ามากกว่าการส่งออก ซึ่งมีผลต่อการผลิตและความต้องการภายในประเทศ ขณะที่ยอดขายบ้านรอดำเนินการที่มั่นคงอาจสะท้อนว่าภาคที่อยู่อาศัยไม่ได้อ่อนแรงอย่างฉับพลันหรือแข็งแกร่งอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อใกล้สิ้นปี ผู้ค้ารายใหญ่และสถาบันการเงินหลายแห่งจะเข้าสู่โหมดวันหยุด มีผู้เข้าร่วมตลาดน้อยลงและสภาพคล่องลดลง ซึ่งหมายความว่าปฏิกิริยาราคาต่อข้อมูลเศรษฐกิจมักไม่รุนแรง การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน พันธบัตร หรือหุ้นรอบข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจจำกัด ผู้เข้าร่วมตลาดมักระมัดระวังในช่วงนี้และอาจเลื่อนการตัดสินใจซื้อขายใหญ่จนหลังปีใหม่ ด้วยปี 2025 ใกล้ปิดแล้ว จึงมีแรงจูงใจน้อยสำหรับการปรับพอร์ตหนัก และบริบทของวันหยุดนี้ควรนำมาพิจารณาเมื่อวิเคราะห์ทั้งดุลการค้าสินค้าและตัวเลข Pending Home Sales บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 24 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 24 ธันวาคม 2568
Dec 24, 2025

คาดการณ์ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ ทรงตัว ขณะที่ตลาดเข้าสู่โหมดวันหยุด รายงานรายสัปดาห์เกี่ยวกับผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณแรก ๆ ที่สะท้อนสุขภาพของตลาดแรงงาน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานมีการขึ้นลงในระดับปานกลาง สอดคล้องกับการที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ปรับตัวต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง และปัจจัยฤดูกาลรอบช่วงวันหยุด ช่วงต้นปี ตัวเลขการยื่นขอครั้งแรกมักอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในเชิงประวัติศาสตร์ บ่งชี้ถึงภาวะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ก็มีบางช่วงที่ตัวเลขเพิ่มขึ้น สะท้อนการเลิกจ้างหรือความผันผวนตามฤดูกาล ตัวอย่างเช่น ในช่วงต้นเดือนธันวาคม จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งใหม่ลดลงมาอยู่ที่ราว 224,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้า พลิกกลับจากการเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากก่อนหน้านั้น และออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย การลดลงเล็กน้อยนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่โดยภาพรวมแล้ว สภาวะตลาดแรงงานยังคงมีเสถียรภาพเมื่อปีใกล้สิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการต่อเนื่อง ซึ่งนับรวมผู้ที่ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ ยังคงอยู่ในระดับสูงราว 1.897 ล้านราย สะท้อนว่ามีแรงงานจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือด้านการว่างงานในระยะยาว แม้ว่าจำนวนผู้ยื่นขอครั้งแรกจะมีการแกว่งตัว นอกจากนี้ ตัวชี้วัดตลาดแรงงานในภาพรวมยังแสดงให้เห็นว่า อัตราการว่างงานขยับสูงขึ้นในช่วงปลายปี มาอยู่ที่ประมาณ 4.6% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่การเติบโตของการจ้างงานโดยรวมชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดแรงงานไม่ได้อ่อนแอลงอย่างรุนแรง แต่มีความนิ่งและมีพลวัตน้อยลงกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานจะทรงตัวใกล้ระดับล่าสุด มากกว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน การคาดการณ์ส่วนใหญ่อยู่ใกล้เคียงกับตัวเลขที่รายงานล่าสุด บ่งชี้ว่าการยื่นขอครั้งแรกน่าจะยังอยู่ในช่วงราว 200,000 กว่ารายต้น ๆ ถึงกลาง ๆ มากกว่าจะผันผวนขึ้นหรือลงแรง หากตัวเลขออกมาใกล้เคียงกับคาดการณ์ ก็จะสนับสนุนมุมมองว่าการเลิกจ้างไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน และแรงงานยังคงหางานใหม่ได้ค่อนข้างเร็ว แม้ว่าบางบริษัทจะมีการปรับโครงสร้างกำลังคนท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ทั้งนี้ รายงานรายสัปดาห์ดังกล่าวมักได้รับอิทธิพลจากการปรับฤดูกาลและช่วงเวลาของวันหยุด ทำให้ความเคลื่อนไหวในแต่ละสัปดาห์ไม่จำเป็นต้องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์แรงงานโดยตรง นักเศรษฐศาสตร์จึงมักพิจารณาค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์เพื่อช่วยลดความผันผวนระยะสั้น ซึ่งค่าเฉลี่ยดังกล่าวได้ค่อย ๆ ปรับสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปี 2025 สะท้อนการอ่อนตัวเล็กน้อย แต่ยังไม่ใช่การทรุดตัวอย่างรวดเร็ว สำหรับบรรยากาศตลาด ก่อนการประกาศตัวเลขนี้ เทรดเดอร์และธนาคารต่างรับรู้ถึงบริบทเพิ่มเติม เนื่องจากปีใกล้จะสิ้นสุดลง ผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมากอยู่ในโหมดวันหยุด ทำให้ปริมาณการซื้อขายลดลง และการตอบสนองต่อตัวเลขเศรษฐกิจมักเบาบางกว่าปกติ เมื่อสภาพคล่องในตลาดการเงินลดลงในช่วงปลายปี ความเคลื่อนไหวใด ๆ ของข้อมูลผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานจึงมีแนวโน้มส่งผลต่อตลาดอย่างจำกัด ผู้เล่นในตลาดมักใช้ความระมัดระวัง และอาจรอเข้าสู่ปีใหม่ก่อนปรับสถานะการลงทุนหลักหรือประเมินแนวโน้มจากพัฒนาการของตลาดแรงงาน เนื่องจากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเป็นดัชนีรายสัปดาห์ที่ตอบสนองเร็ว ผลกระทบต่อ ตลาดจึงมักเกิดขึ้นทันทีแต่สั้น และในปีนี้ ผลกระทบดังกล่าวน่าจะยิ่งน้อยลงไปอีกจากสภาพแวดล้อมช่วงสิ้นปี บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 23 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 23 ธันวาคม 2568
Dec 23, 2025

ข้อมูลเศรษฐกิจอเมริกาเหนือวันนี้ชี้การเติบโตอย่างระมัดระวัง ข้อมูล GDP รายเดือนของแคนาดาในวันนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะแสดงภาพชัดเจนว่าการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นอย่างไรในปัจจุบัน แทนที่จะพึ่งข้อมูลรายไตรมาสก่อนหน้า ใน 12 เดือนที่ผ่านมา GDP รายเดือนของแคนาดาเคลื่อนไหวช้าและไม่สม่ำเสมอ โดยมักมีการเติบโตเล็กน้อยสลับกับการหดตัวบ้าง ช่วงต้นปี 2025 การเติบโตได้รับแรงหนุนจากภาคบริการและการใช้จ่ายของรัฐบาล แต่ความแข็งแรงของเศรษฐกิจอ่อนลงกลางปี เนื่องจากความต้องการของครัวเรือนลดลงและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในเดือนสิงหาคม เศรษฐกิจหดตัว 0.3% สะท้อนความเปราะบางนี้ เดือนกันยายนมีการฟื้นตัวเล็กน้อย 0.2% แม้จะพอคลายกังวลแต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ สำหรับข้อมูลเดือนตุลาคมวันนี้ คาดว่าจะหดตัวต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่า GDP จะลดลงประมาณ 0.2–0.3% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ภาพนี้สะท้อนทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแรง กิจกรรมทรัพยากรที่ลดลง และการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ซบเซา หากเป็นไปตามคาด ข้อมูลนี้จะชี้ให้เห็นว่าแคนาดาเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีด้วยฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และย้ำความกังวลว่าการเติบโตยังเปราะบาง และอาจต้องมีมาตรการสนับสนุนนโยบายหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ในสหรัฐอเมริกา คำสั่งซื้อสินค้าคงทน (durable goods orders) เป็นตัวชี้วัดสำคัญของการลงทุนและความเชื่อมั่นธุรกิจ ในปีที่ผ่านมา คำสั่งซื้อสินค้าคงทนเติบโตปานกลาง แต่มีความผันผวนเดือนต่อเดือน แสดงช่วงเวลาที่การลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ขนส่ง และสินค้าคงทนอื่นๆ แข็งแกร่งตามด้วยช่วงที่ความต้องการอ่อนตัว เนื่องจากความไม่แน่นอนระดับโลกและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ข้อมูลล่าสุดเดือนกันยายนชี้ว่าคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม แสดงให้เห็นว่าธุรกิจยังคงลงทุน แม้จะระมัดระวัง สำหรับข้อมูลวันนี้ คาดว่าจะลดลง 1.5% ต่อเดือน สะท้อนความต้องการที่อ่อนแรงในภาคการผลิต หากเป็นไปตามคาด จะชี้ให้เห็นว่าธุรกิจกำลังลดการลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายของผู้บริโภค อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางการค้าระดับโลก การลดลงของคำสั่งซื้อสินค้าคงทนในระดับนี้จะสนับสนุนมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังชะลอตัว แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แสดงถึงความระมัดระวังเฉพาะจุดในการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ มากกว่าการล่มสลายทั่วไป ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐก็อยู่ในระดับซบเซา ดัชนีของ Conference Board ลดลงสู่ 88.7 ในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ การจ้างงาน และสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ข้อมูลเดือนธันวาคมวันนี้คาดว่าจะฟื้นตัวเล็กน้อยสู่ระดับต่ำกว่า 90 เล็กน้อย แม้จะบ่งบอกถึงความรู้สึกของครัวเรือนที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าขนาดใหญ่และสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อรวมกับคำสั่งซื้อสินค้าคงทนที่อ่อนตัว สัญญาณเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมเศรษฐกิจอาจขยายตัวอย่างช้า ๆ โดยการเติบโตจะกระจุกตัวในภาคบริการและภาคส่วนที่ไม่ไวต่ออัตราดอกเบี้ย ขณะที่การลงทุนและการใช้จ่ายสินค้าคงทนอาจล้าหลัง ข้อมูลวันนี้รวมกันจะสนับสนุนภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังปรับตัวอย่างระมัดระวัง โดยครัวเรือนและธุรกิจปรับตัวอย่างรอบคอบต่อสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน แทนที่จะเร่งตัวอย่างรวดเร็ว บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2568
Dec 19, 2025

ตลาดโลกจับตาการปรับอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น ขณะที่ผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรและแคนาดาชะลอการใช้จ่าย ตลาดโลกสิ้นปีนี้มุ่งเน้นไปที่สองประเด็นที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด คือ การปรับนโยบายของธนาคารกลาง และสุขภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภค การพัฒนาในญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และแคนาดาเน้นให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายและครัวเรือนได้ตอบสนองต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สม่ำเสมออย่างไร ในญี่ปุ่น ความสนใจจึงอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BoJ) ซึ่งเตรียมปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี โดยคาดว่าธนาคารกลางจะปรับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นไปที่ 0.75% ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งของการค่อยๆ ปรับตัวออกจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากหลายปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของ BoJ ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 44 โดยได้รับแรงผลักดันหลักจากราคาสินค้าอาหารที่สูงขึ้นและค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ในขณะเดียวกัน การเติบโตของค่าจ้างดีขึ้น จากปัญหาขาดแคลนแรงงานและข้อตกลงค่าตอบแทนที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้กำหนดนโยบายมั่นใจว่าเงินเฟ้อเริ่มมีความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ชั่วคราว การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นจะช่วยยืนยันตำแหน่งเฉพาะตัวของญี่ปุ่นในหมู่เศรษฐกิจใหญ่ทั่วโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาและบางส่วนของยุโรปกำลังมุ่งไปใกล้การผ่อนคลายหรือตรึงอัตราดอกเบี้ย ญี่ปุ่นยังคงปรับเข้มงวด ความแตกต่างของนโยบายนี้มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นที่สูงขึ้นจะช่วยหนุนค่าเงินเยนในระยะยาวและจำกัดการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อจากการนำเข้า อย่างไรก็ตาม การกำหนดเวลาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังเปราะบาง ข้อมูล GDP ที่ปรับปรุงใหม่แสดงว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาส 3 ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจกดดันการเติบโตมากขึ้น เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่ได้สะท้อนการปรับอัตราดอกเบี้ยแล้ว ความสนใจจึงเริ่มหันไปที่แนวทางของ BoJ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป นักลงทุนจะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อคำกล่าวของผู้ว่าการ Kazuo Ueda เกี่ยวกับจังหวะการปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต และเกี่ยวกับอัตราเป็นกลาง (neutral rate) ซึ่งคือระดับอัตราดอกเบี้ยที่ไม่กระตุ้นหรือชะลอเศรษฐกิจ ธนาคารกลางเคยประเมินว่าช่วงนี้อยู่ระหว่าง 1% ถึง 2.5% แต่เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าการระบุระดับที่แท้จริงเป็นเรื่องยาก ข้อความโดยตรงเกี่ยวกับความอ่อนค่าของเยนก็อาจมีผลต่อปฏิกิริยาของตลาดเช่นกัน เพราะทางการยังระมัดระวังการลดค่าของเงินเกินไปที่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ขณะที่ญี่ปุ่นมุ่งไปสู่การเข้มงวดนโยบาย สหราชอาณาจักรและแคนาดาก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคตอบสนองต่อแรงกดดันทางการเงินที่มีอยู่ผ่านข้อมูลการขายปลีก ในสหราชอาณาจักร การขายปลีกใน 12 เดือนที่ผ่านมาไม่สม่ำเสมอ ปริมาณการขายโดยรวมเติบโตเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังของครัวเรือนที่เผชิญกับค่าครองชีพสูงและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับรายได้และภาษี ข้อมูลรายเดือนแสดงความผันผวนระหว่างการเพิ่มขึ้นและลดลง แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังวางแผนการซื้ออย่างรอบคอบและตอบสนองต่อโปรโมชั่นมากกว่าการใช้จ่ายอย่างเสรี ในปีนี้ หมวดสินค้าบ้านเรือนช่วยพยุงการขายบางส่วน แสดงให้เห็นว่าการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ยังไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่แรงขับเคลื่อนโดยรวมยังอ่อนแอ เรื่องราวการขายปลีกของแคนาดาก็มีความผันผวนเช่นกัน ช่วงต้นปี การขายได้รับแรงหนุนจากความต้องการสูงสำหรับรถยนต์และสินค้าขนาดใหญ่ ช่วงหลัง ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการขายโดยรวมลดลง ส่วนใหญ่เกิดจากการซื้อรถยนต์ที่น้อยลงและความต้องการที่อ่อนตัวในหลายภาคส่วน เมื่อยกเว้นหมวดสินค้าที่ผันผวน เช่น น้ำมันและรถยนต์ การขายพื้นฐานค่อนข้างคงที่ สะท้อนความต้องการผู้บริโภคที่มั่นคงแต่ซบเซา ข้อมูลระดับภูมิภาคชี้ว่าจังหวัดส่วนใหญ่มีการลดลง แม้ว่าบางพื้นที่มีการเพิ่มขึ้นที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนเฉพาะ มองไปข้างหน้า การคาดการณ์ยอดขายปลีกล่าสุดในทั้งสหราชอาณาจักรและแคนาดามีแนวโน้มปานกลาง นักวิเคราะห์คาดว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้นจำกัด โดยผู้บริโภคยังคงรู้สึกถึงผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและเงินเฟ้อที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังนี้ตรงข้ามกับความพยายามของญี่ปุ่นในการปรับนโยบายให้เป็นปกติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจต่างๆ ตอบสนองต่อแรงกดดันโลกในลักษณะที่แตกต่างกัน บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 18 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 18 ธันวาคม 2568
Dec 19, 2025

ECB คงดอกเบี้ย ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษขยับเข้าใกล้การลดดอกเบี้ย ตลาดฟอเร็กซ์เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง โดยนักลงทุนจับตาการตัดสินใจของธนาคารกลางในยุโรปและสหราชอาณาจักร ซึ่งแนวทางนโยบายเริ่มแตกต่างกันชัดเจน แม้ทั้งสองภูมิภาคจะเผชิญเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลงและการเติบโตที่อ่อนแอ แต่การตอบสนองของธนาคารกลางกลับต่างกัน ส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินยูโรและปอนด์ ในยูโรโซน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ถูกคาดหมายอย่างกว้างขวางว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยังไม่สนับสนุนการปรับนโยบายในทันที และเจ้าหน้าที่ ECB ยังคงส่งสัญญาณว่านโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม เงินเฟ้อเข้าใกล้เป้าหมาย 2% แบบสำรวจภาคธุรกิจเริ่มปรับดีขึ้นเล็กน้อย และสภาพการเงินยังคงตึงตัว ดังนั้น การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยเองจึงไม่น่าจะสร้างความประหลาดใจให้ตลาด ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจมากกว่าคือความเห็นที่แตกต่างกันภายใน ECB ผู้กำหนดนโยบายบางราย รวมถึง Schnabel ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่าการปรับดอกเบี้ยครั้งถัดไปมีแนวโน้มเป็นการขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะที่อีกฝ่ายยังคงระมัดระวัง โดยชี้ไปที่การลงทุนที่อ่อนแอ การบริโภคที่เปราะบาง และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่ การถกเถียงนี้คาดว่าจะสะท้อนในประมาณการเศรษฐกิจฉบับปรับปรุงของ ECB ซึ่งอาจแสดงการเติบโตระยะใกล้ที่ดีขึ้นเล็กน้อย และคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 ที่สูงขึ้นเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังบ่งชี้ว่า ECB มีแนวโน้มจะคงดอกเบี้ยไปตลอดปี 2026 และหากจะขึ้นดอกเบี้ย ก็น่าจะเป็นปี 2027 มากกว่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ท่าทีที่มั่นคงนี้ช่วยพยุงค่าเงินยูโร เนื่องจากตลาดได้ตัดความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมออกไปแล้ว อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นของยูโรอาจยังจำกัด เว้นแต่ ECB จะส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (hawkish) อย่างชัดเจนมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ถูกคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป ตลาดให้น้ำหนักสูงกับการลดดอกเบี้ย 25 จุดฐาน ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาอยู่ที่ 3.75% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2023 ความคาดหวังดังกล่าวเพิ่มขึ้นหลังเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรปรับลดลงแรงสู่ 3.2% ในเดือนพฤศจิกายน จาก 3.6% ในเดือนตุลาคม โดยมีสาเหตุหลักจากราคาสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ผ่อนคลายลง สภาพเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรยังอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง การเติบโตซบเซา อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 5% และการเติบโตของค่าแรงเริ่มชะลอลง แม้เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ BoE แต่แนวโน้มขาลงได้เปิดช่องให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถพยุงเศรษฐกิจได้มากขึ้น มาตรการงบประมาณล่าสุดของรัฐบาล เช่น การลดต้นทุนพลังงานและการตรึงค่าโดยสารขนส่ง ยังถูกมองว่าช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้คาดว่าจะออกมาอย่างสูสี สะท้อนความเห็นที่แตกแยกอย่างลึกซึ้งภายในคณะกรรมการนโยบายการเงิน โดยมีแนวโน้มว่าจะเป็นการลงมติแบบเฉียดฉิวให้ลดดอกเบี้ย และผู้ว่าการ Bailey อาจมีบทบาทชี้ขาด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเติบโตและความเสี่ยงเงินเฟ้อ BoE คาดว่าจะส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยในอนาคตจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามา แนวทางที่ระมัดระวังนี้มีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินปอนด์ไม่ให้อ่อนค่ามากเกินไป บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 17 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 17 ธันวาคม 2568
Dec 17, 2025

เงินเฟ้อสหราชอาณาจักรที่ชะลอลง และความเสี่ยงจากเวเนซุเอลา กำหนดบรรยากาศการเทรดของวันนี้ ในสหราชอาณาจักร ข้อมูลเงินเฟ้อที่ประกาศในวันนี้คาดว่าจะยืนยันว่าแรงกดดันด้านราคากำลังค่อย ๆ ผ่อนคลายลง นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคจะปรับลดลงอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลงที่เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะชะลอลงมาอยู่ราว 3.5% ต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย แม้ยังสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) อย่างมาก แต่ก็ช่วยตอกย้ำมุมมองว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และกำลังค่อย ๆ เคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อมองย้อนตลอดปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรมีความผันผวน แต่แนวโน้มโดยรวมลดลงอย่างชัดเจน ราคายังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงฤดูร้อน จากต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อภาคบริการที่แข็งแกร่ง และค่าแรงที่สูงขึ้น เดือนสิงหาคมถือเป็นจุดสูงสุดของเงินเฟ้อ ก่อนที่แรงส่งจะเริ่มเปลี่ยนทิศทาง เดือนตุลาคมเป็นจุดสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปลายฤดูใบไม้ผลิที่เงินเฟ้อ headline ปรับลดลง สร้างความมั่นใจว่าแรงกดดันด้านราคาเริ่มเย็นลงจริง การชะลอตัวที่คาดไว้ในเดือนพฤศจิกายน ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ลดลง หลังจากเงินเฟ้ออาหารเร่งตัวในเดือนตุลาคม สินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน เช่น ขนมปัง นม ซีเรียล และกาแฟ คาดว่ามีราคาถูกลงในเดือนที่ผ่านมา การลดลงของราคาอาหารน่าจะช่วยชดเชยการปรับขึ้นของราคาในหมวดอื่น โดยเฉพาะค่าที่พักและโรงแรม ซึ่งเพิ่มขึ้นแรงจากอุปสงค์ตามฤดูกาล ผลลัพธ์โดยรวมจึงเป็นการปรับลดของเงินเฟ้อ headline ในระดับเล็กน้อย ไม่ใช่การลดลงอย่างรวดเร็ว แม้จะมีสัญญาณดีขึ้น แต่เงินเฟ้อในภาคบริการยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล ราคาบริการในธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และการจัดเลี้ยง ยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนค่าแรงและค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น หลายบริษัทจึงผลักภาระต้นทุนเหล่านี้ไปยังผู้บริโภค ทำให้ราคาบริการยังอยู่ในระดับสูง แม้เงินเฟ้อสินค้าเริ่มชะลอลง ภาพที่ไม่สม่ำเสมอนี้อธิบายได้ว่าทำไมเงินเฟ้อจึงลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเหตุใดผู้กำหนดนโยบายจึงยังคงระมัดระวัง สำหรับค่าเงินปอนด์อังกฤษ เงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลงช่วยเสริมความคาดหวังว่า BoE จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การว่างงานที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันด้านราคาที่ค่อย ๆ ลดลง ตลาดจึงมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่านโยบายการเงินจะหันมาสนับสนุนการเติบโต ซึ่งมักกดดันค่าเงินปอนด์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่แนวโน้มการลดดอกเบี้ยยังอยู่ไกลกว่า ขณะเดียวกัน ตลาดโลกกำลังตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาอีกครั้ง หลังถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับเวเนซุเอลา โดยทรัมป์อ้างว่าเวเนซุเอลาถูกล้อมรอบด้วยกำลังทหารจำนวนมาก และประกาศปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทั้งหมดที่เข้าและออกจากประเทศ เขากล่าวหาว่ารัฐบาลมาดูโรใช้รายได้จากน้ำมันสนับสนุนกิจกรรมอาชญากรรม และระบุว่าสินทรัพย์ของเวเนซุเอลาควรถูกส่งคืนให้สหรัฐฯ แม้ถ้อยแถลงเหล่านี้ยังไม่ถือเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาล แต่เพียงแค่ภาษาที่ใช้ก็เพียงพอที่จะสร้างความกังวลให้ตลาดได้แล้ว เวเนซุเอลาถือครองแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้น ความเสี่ยงใด ๆ ต่อการส่งออกน้ำมันย่อมกระทบต่ออุปทานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบอ่อนไหวต่อพัฒนาการเหล่านี้ โดยนักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงของอุปทานที่ตึงตัวขึ้นและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นยังมักหนุนสินทรัพย์ปลอดภัย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมักได้ประโยชน์ในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากนักลงทุนมองหาความมั่นคงและสภาพคล่อง ทองคำก็เป็นอีกสินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์ เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเมืองและความผันผวนของตลาด หากความตึงเครียดเกี่ยวกับเวเนซุเอลาทวีความรุนแรงขึ้น หรือพัฒนาไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ทั้งดอลลาร์และทองคำอาจเห็นแรงซื้อที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2568
Dec 16, 2025

ตลาดแรงงานที่เย็นลงและภาคการผลิตที่อ่อนตัว ส่งสัญญาณการเติบโตชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2026 รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (US NFP) ที่จะประกาศในวันนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการประเมินภาพรวมตลาดแรงงานอย่างครบถ้วนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน หลังจากได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง ส่งผลให้ข้อมูลที่เผยแพร่ครั้งนี้รวมตัวเลขการจ้างงานของเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนเข้าด้วยกัน ทำให้การตีความซับซ้อนขึ้นและเพิ่มความอ่อนไหวของตลาด ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา การเติบโตของการจ้างงานในสหรัฐฯ ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงปลายปี 2024 การจ้างงานยังเพิ่มขึ้นแข็งแกร่งมากกว่า 200,000 ตำแหน่งต่อเดือน แต่แรงส่งเริ่มอ่อนลงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2025 การจ้างงานแทบหยุดชะงักในช่วงฤดูร้อน ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยเป็น 119,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่ยังไม่ถูกรบกวนจากปัญหาการรายงาน ตัวเลขที่ชะลอลงนี้สอดคล้องกับจำนวนตำแหน่งงานว่างที่ลดลง ความตั้งใจในการจ้างงานที่อ่อนตัว และอุปสงค์แรงงานที่เย็นลงในภาคธุรกิจวัฏจักร คาดว่าการจ้างงานในเดือนตุลาคมจะออกมาติดลบเล็กน้อยราว 10,000 ตำแหน่ง แต่ตัวเลขนี้แทบไม่มีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นผลจากปัจจัยทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนวันลาออกของข้าราชการรัฐบาลกลาง มากกว่าจะสะท้อนความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ดังนั้น ตลาดจะให้ความสนใจเกือบทั้งหมดกับตัวเลขเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวเล็กน้อยราว 50,000 ตำแหน่ง แม้ในระดับดังกล่าว การสร้างงานก็ยังถือว่าชะลอลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี และตอกย้ำภาพของตลาดแรงงานที่กำลังสูญเสียแรงส่ง อัตราการว่างงานยิ่งทำให้ภาพรวมซับซ้อนมากขึ้น โดยอัตราเดือนตุลาคมจะไม่ถูกเผยแพร่เลย ขณะที่อัตราเดือนพฤศจิกายนคาดว่าจะกระโดดขึ้นเป็น 4.5% การเพิ่มขึ้นนี้ถูกมองว่าเป็นผลเชิงเทคนิค เนื่องจากพนักงานรัฐบาลกลางที่ถูกพักงานถูกนับเป็นผู้ว่างงานตามกลไกในสัปดาห์อ้างอิงช่วงการปิดหน่วยงาน ดังนั้น นักลงทุนมีแนวโน้มจะลดน้ำหนักความสำคัญของอัตราการว่างงาน headline และหันไปโฟกัสที่การเติบโตของการจ้างงานและค่าจ้างมากกว่า เมื่ออัตราการว่างงานบิดเบือน ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้กำหนดนโยบายจึงกลายเป็นค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings) โดยคาดว่าการเติบโตของค่าจ้างจะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน ทำให้อัตราการเติบโตรายปีอยู่ใกล้ระดับ 3.5%–3.8% แม้จะชะลอลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในระดับสูงพอที่จะทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังคงอยู่ในเรดาร์ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูล PMI จากสหรัฐฯ และยุโรปส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกับตลาดแรงงาน คือการเติบโตที่ชะลอลง แต่ภาคบริการยังคงทำหน้าที่เป็นแรงพยุง ในสหรัฐฯ แนวโน้ม PMI ตลอดปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ภาคการผลิตอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องในปี 2025 จากคำสั่งซื้อใหม่ที่ชะลอ การปรับตัวของสินค้าคงคลัง และอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแรง ค่า PMI ภาคการผลิตล่าสุดค่อย ๆ ลดลงเข้าใกล้ระดับ 50 ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวกับหดตัว บ่งชี้ถึงภาวะทรงตัวมากกว่าการหดตัวอย่างชัดเจน ในทางตรงกันข้าม PMI ภาคบริการของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในโซนขยายตัวอย่างมั่นคง โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงกลางระดับ 50 ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น อย่างไรก็ตาม แม้กิจกรรมภาคบริการก็เริ่มชะลอลงจากระดับสูงก่อนหน้า สะท้อนว่าภาพรวมแรงส่งการเติบโตกำลังเย็นลง ไม่ได้เร่งตัวขึ้น ข้อมูล PMI ของยุโรปสะท้อนเรื่องราวที่คล้ายกัน แต่เปราะบางกว่า ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ภาคการผลิตของยูโรโซนประสบปัญหาในการรักษาการขยายตัว โดยมักเคลื่อนไหวใกล้หรืออยู่ต่ำกว่าระดับ 50 อุปสงค์ส่งออกที่อ่อนแอ การลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซา และแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังคงอยู่ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคโรงงาน โดยเฉพาะในเศรษฐกิจหลักอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ภาคบริการในยุโรปมีความยืดหยุ่นมากกว่า ช่วยพยุงดัชนี PMI รวมให้อยู่ในโซนขยายตัวเล็กน้อยตลอดช่วงปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังไม่สม่ำเสมอระหว่างประเทศ และการฟื้นตัวยังคงเปราะบาง ความคาดหวังต่อ PMI เบื้องต้นล่าสุดชี้ว่าภาคการผลิตยูโรโซนอยู่ใกล้จุดคุ้มทุน ขณะที่ภาคบริการยังคงอยู่เหนือ 50 เล็กน้อย ซึ่งเป็นภาพที่สอดคล้องกับการเติบโตต่ำ มากกว่าจะเป็นวัฏจักรการขยายตัวรอบใหม่ เมื่อพิจารณาร่วมกัน ข้อมูล NFP และ PMI สะท้อนความแตกต่างเชิงนโยบายที่สำคัญเมื่อมุ่งเข้าสู่ปี 2026 ปัจจุบันตลาดคาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เนื่องจากการจ้างงานที่ชะลอลงและภาคการผลิตที่อ่อนตัวบ่งชี้แรงกดดันเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลง อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐยังคงระมัดระวังมากกว่า โดยคาดการณ์การลดดอกเบี้ยน้อยครั้งกว่า และเน้นย้ำความจำเป็นในการยืนยันว่าการเติบโตของค่าจ้างและเงินเฟ้อกำลังชะลอลงอย่างยั่งยืนจริง ในยุโรป ตัวเลข PMI ที่เปราะบางยิ่งตอกย้ำความคาดหวังว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะคงท่าทีผ่อนคลายต่อเนื่องยาวนานกว่า เนื่องจากการเติบโตยังไม่สม่ำเสมอและมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ความเสี่ยงสำหรับตลาดอยู่ที่การปรับราคาใหม่ (repricing) หากตัวเลขการจ้างงานและค่าจ้างของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยอาจถูกปรับย้อนกลับอย่างรวดเร็ว สร้างความผันผวนให้กับตลาดพันธบัตร ค่าเงิน และหุ้น ในทางกลับกัน หากการจ้างงานอ่อนแอและ PMI ออกมาซบเซามากขึ้น ก็จะยิ่งหนุนกรณีการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม และตอกย้ำมุมมองของตลาดในปัจจุบัน บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 15 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 15 ธันวาคม 2568
Dec 15, 2025

แคนาดารอรายงานเงินเฟ้อ ขณะที่เซเลนสกีส่งสัญญาณยอมถอยจากเป้าหมายเข้าร่วมนาโต ธนาคารกลางของประเทศในกลุ่ม G10 จำนวน 6 แห่งกำลังจัดการประชุม ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE), ธนาคารกลางนอร์เวย์, ธนาคารกลางสวีเดน (Riksbank), ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) โดยส่วนใหญ่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ สะท้อนความเชื่อมั่นว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ผ่อนคลายลงแล้ว แม้จะยังไม่หมดไปทั้งหมด ทั้งนี้ ธนาคารกลางอังกฤษถือเป็นข้อยกเว้นสำคัญ เนื่องจากคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ตามทิศทางการทำให้นโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ ภายใต้บริบทระดับโลกดังกล่าว ข้อมูลเงินเฟ้อของแคนาดาประจำเดือนพฤศจิกายน คาดว่าจะยืนยันแนวโน้มการชะลอตัวที่เห็นได้ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา โดยเงินเฟ้อในช่วงต้นปีอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และหลังจากนั้นเคลื่อนไหวในกรอบแคบใกล้ระดับเป้าหมายของธนาคารกลางแคนาดา หลังจากปรับสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายฤดูร้อน เงินเฟ้อก็กลับมาชะลอลงอีกครั้งในเดือนตุลาคม จากการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและอาหารบางรายการ แรงกดดันด้านราคาพื้นฐานยังคงทรงตัวในระดับค่อนข้างเสถียร บ่งชี้ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อโดยรวมไม่ได้เร่งตัวขึ้น ตลาดคาดว่าข้อมูลในวันนี้จะแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อยังคงทรงตัวใกล้ระดับล่าสุด ซึ่งจะสนับสนุนการตัดสินใจของธนาคารกลางแคนาดาเมื่อสัปดาห์ก่อนในการคงอัตราดอกเบี้ย และช่วยอธิบายว่าทำไมปฏิกิริยาของตลาดต่อข้อมูลเศรษฐกิจภายในประเทศในสัปดาห์นี้ เช่น ยอดค้าปลีกและกระแสเงินลงทุนในพอร์ต อาจมีจำกัด อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่สูงขึ้นของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายวัฏจักร โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า ทั้งนี้ สุนทรพจน์ของผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา ทิฟฟ์ แม็กเคลม ที่มอนทรีออลในเร็ว ๆ นี้ จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะมีการส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการตึงตัวของภาวะการเงินเร็วเกินไปหรือไม่ พัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งอิทธิพลต่อบรรยากาศการลงทุนเช่นกัน ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้หารืออย่างยืดเยื้อที่กรุงเบอร์ลินกับผู้แทนจากสหรัฐฯ โดยมุ่งเป้าไปที่การยุติสงครามกับรัสเซีย เซเลนสกีเสนอที่จะยุติความพยายามในการเข้าร่วมองค์การนาโตของยูเครน เพื่อแลกกับหลักประกันด้านความมั่นคงจากชาติตะวันตกที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนจุดยืนที่สำคัญ และสอดคล้องกับหนึ่งในข้อเรียกร้องที่รัสเซียยืนกรานมาอย่างยาวนาน แม้จะมีรายงานความคืบหน้าและการเจรจาจะดำเนินต่อไป แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและเปราะบางสูง โดยสรุป หากข้อมูลเงินเฟ้อในวันนี้ยืนยันว่าการเติบโตของราคายังคงอยู่ภายใต้การควบคุม ก็จะตอกย้ำมุมมองว่าแคนาดาได้เข้าสู่ช่วงที่เงินเฟ้อมีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ว่าในภาพรวม เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่องก็ตาม บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 12 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 12 ธันวาคม 2568
Dec 12, 2025

ธนาคารชาติสวิตเซอร์แลนด์คงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ทรัมป์อ้างว่าภาษีศุลกากรช่วยลดหนี้และเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจ ภูมิทัศน์การเงินโลกปิดปีด้วยการตัดสินใจนโยบายสำคัญหลายประการ รวมถึงอัปเดตล่าสุดจากธนาคารชาติสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) โดย SNB คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0% เงินฝาก sight deposit ของธนาคารจะยังคงได้รับดอกเบี้ยตามอัตรานโยบายจนถึงระดับที่กำหนด ส่วนเงินฝากที่เกินกว่าระดับนั้นจะยังคงถูกลดดอกเบี้ยลง 0.25% ธนาคารยังย้ำถึงความพร้อมที่จะเข้ามาแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเมื่อจำเป็น เงินเฟ้อในสวิตเซอร์แลนด์ปรับตัวลดลงเล็กน้อย จาก 0.2% ในเดือนสิงหาคมมาอยู่ที่ 0.0% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเกิดจากราคาที่พัก โรงแรม ค่าเช่า และเสื้อผ้าที่ลดลง แม้ว่าการลดลงระยะสั้นนี้ ความกดดันเงินเฟ้อในระยะกลางแทบไม่เปลี่ยนแปลง SNB คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยจะอยู่ที่ 0.2% ในปี 2025, 0.3% ในปี 2026 และ 0.6% ในปี 2027 ตัวเลขเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงความมั่นคงด้านราคา โดยสมมติว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงที่ที่ 0% ตลอดช่วงคาดการณ์ เศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์หดตัวในไตรมาส 3 ส่วนใหญ่เกิดจากภาคเภสัชกรรม การผลิตพุ่งสูงในช่วงต้นปี เนื่องจากบริษัทเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนการเปลี่ยนแปลงภาษีศุลกากรที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่จะมีการปรับตัวลดลงในไตรมาสถัดมา ภาคอุตสาหกรรมและบริการอื่น ๆ มีการเติบโตเล็กน้อย แต่โดยรวมการเติบโตยังคงอ่อนแอและอัตราการว่างงานยังเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ดีขึ้นเล็กน้อยจากการลดภาษีสหรัฐฯ และสภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น คาดว่า GDP จะเติบโตต่ำกว่า 1.5% ในปี 2025 และราว 1% ในปี 2026 ขณะที่อัตราการว่างงานน่าจะยังคงเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงเป็นแนวโน้มเศรษฐกิจโลก SNB ระบุว่าความกดดันเงินเฟ้อโดยรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลง นโยบายยังคงสนับสนุนเศรษฐกิจผ่านอัตราดอกเบี้ยต่ำ การเติบโตของเครดิต และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังคงอยู่ในช่วงมั่นคง และยืนยันว่าพร้อมดำเนินการหากสภาพเศรษฐกิจจำเป็น รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ข่าวจากธนาคารกลางอื่น ๆ ก็เสริมภาพรวมโลก ผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษ เบลีย์ ระบุว่า งบดุลของครัวเรือนและบริษัทในสหราชอาณาจักรยังแข็งแกร่ง และเน้นคำถามที่ต่อเนื่องเกี่ยวกับระดับเงินสำรองที่เหมาะสมและอัตราที่ควรลดความเสี่ยงดอกเบี้ยบนงบดุลของธนาคาร ในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่ารายได้จากภาษีศุลกากรจะช่วยชำระหนี้รัฐบาลในไม่ช้า เขากล่าวด้วยว่าได้หารือเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง และมีการเจรจากับจีนและรัสเซียเรื่องการปลอดนิวเคลียร์ เขาอ้างว่าเงินเฟ้อที่รับมาจากรัฐบาลก่อนหน้าได้คลี่คลาย ราคาสินค้าและพลังงานดีขึ้น และตลาดหุ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังยืนยันว่าประธานธนาคารสำรองทั้งสิบเอ็ดแห่งได้รับการแต่งตั้งต่อวาระใหม่ทั้งหมด ยกเว้นประธาน Fed แอตแลนตา ราฟาเอล โบสติก ที่ประกาศเกษียณแล้ว โดยรวม สวิตเซอร์แลนด์เผชิญสภาพแวดล้อมที่ระมัดระวังแต่มั่นคง ได้รับการสนับสนุนจากเงินเฟ้อต่ำและการปรับปรุงเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป เงื่อนไขเศรษฐกิจโลกยังคงไม่แน่นอน แต่มีความยืดหยุ่น โดยธนาคารกลางต่าง ๆ ยังคงใช้กลยุทธ์ที่ปรับตัวได้เพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงและโอกาสที่เปลี่ยนไป บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 11 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 11 ธันวาคม 2568
Dec 11, 2025

เฟดลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงสัญญาณเย็นตัว และธนาคารชาติสวิตเซอร์แลนด์คงอัตราดอกเบี้ย ช่วงท้ายปีนี้มีเหตุการณ์สำคัญของธนาคารกลางสองแห่งที่ได้รับความสนใจอย่างใกล้ชิด คณะกรรมการ FOMC ของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดประหลาดใจด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ธนาคารชาติสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) เตรียมประชุมภายใต้เงื่อนไขที่คาดเดาได้มากกว่า ในสหรัฐฯ ธนาคารกลางได้ปรับลดช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยเฟดฟันด์ลง 25 จุดพื้นฐาน (bp) มาอยู่ที่ 3.5–3.75% ซึ่งถือเป็นขั้นตอนล่าสุดของกระบวนการผ่อนคลายที่เริ่มขึ้นหลังจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุดที่ 5.5% เมื่อปีที่แล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดจากสัญญาณเศรษฐกิจที่อ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ถึงกับน่ากังวล แต่บ่งชี้ว่าช่วงที่สภาพการเงินเข้มงวดเป็นพิเศษได้ผ่านไปแล้ว การสร้างงานในสหรัฐฯ ชะลอตัวลงตลอดปี และอัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่เดือนกันยายน ข้อมูลล่าสุดสะท้อนภาพของตลาดแรงงานที่เย็นตัวแต่ยังทำงานได้ดี เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากต้นปีและยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดี ยังไม่แสดงสัญญาณเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางประเมินว่าความเสี่ยงด้านการจ้างงานลดลงในช่วงที่ผ่านมา และการสนับสนุนเสถียรภาพตลาดแรงงานจึงมีความสำคัญมากขึ้น ด้วยเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% แต่ไม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คณะกรรมการจึงสรุปว่าการลดอัตราดอกเบี้ยเล็กน้อยจะช่วยปรับสมดุลความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ เฟดยังมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานงบดุลอย่างสำคัญ โดยประเมินว่าระดับเงินสำรองอยู่ในระดับเพียงพอ และประกาศว่าจะเริ่มซื้อพันธบัตรระยะสั้นตามความจำเป็นเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ มาตรการนี้อาจมีมูลค่าหลายสิบพันล้านดอลลาร์ต่อเดือน ออกแบบมาเพื่อสร้างเสถียรภาพในตลาดเงินและให้การถ่ายทอดนโยบายการเงินราบรื่น ผลลัพธ์ปรากฏทันทีเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ตลาดหุ้นปรับตัวแข็งค่าขึ้น และดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ระบุว่ามุมมองเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง เขาชี้ว่าคณะกรรมการพร้อมรอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจว่าการผ่อนคลายเพิ่มเติมเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากมีการสะสมรายงานเศรษฐกิจจากการปิดรัฐบาล ทำให้ข้อมูลสำคัญ เช่น การจ้างงานและเงินเฟ้อ จะทยอยออกมาเป็นชุดในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป พาวเวลล์เน้นว่าทิศทางนโยบายจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเหล่านี้และการตอบสนองของเศรษฐกิจต่อการลดอัตราดอกเบี้ยสะสมตั้งแต่ปีที่แล้ว นอกจากนี้เขายังชี้ว่าผลผลิตสูงกว่าคาด และการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอาจมีส่วนช่วยแนวโน้มนี้ แม้ขนาดผลกระทบยังไม่ชัดเจน ตลาดการเงินตอบสนองต่อการลดดอกเบี้ยของเฟดด้วยความระมัดระวัง ดอลลาร์อ่อนค่าต่อสกุลเงินหลัก นักลงทุนตีความการเคลื่อนไหวและความคิดเห็นของพาวเวลล์ว่า นโยบายจะยังคงมีความอดทนในระยะใกล้ หุ้นมีผลตอบแทนผสมกัน หุ้นเทคโนโลยีและภาคการเติบโตอื่น ๆ อ่อนตัว ในขณะที่บางภาคที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยยังคงทรงตัว สะท้อนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมุมมองเศรษฐกิจโดยรวม สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น บิตคอยน์และอีเธอเรียม ลดลงหลังการประกาศ นักลงทุนยังคงระมัดระวังแม้มาตรการสภาพคล่องของเฟดจะช่วยบรรเทา และปริมาณการซื้อขายโดยรวมยังอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ตลาดรอข้อมูลเศรษฐกิจที่จะออกในอนาคต ขณะที่เฟดปรับนโยบาย ธนาคารชาติสวิตเซอร์แลนด์เข้าประชุมธันวาคมภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การสำรวจของ Bloomberg พบว่าไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนใดคาดว่าจะลดดอกเบี้ย และตลาดประเมินโอกาสน้อยกว่า 10% ความมั่นใจนี้มาจากท่าทีชัดเจนของประธาน SNB ชเลเกล ที่เน้นว่าธนาคารกลางมุ่งเน้นความมั่นคงของราคาในระยะกลางมากกว่าการตอบสนองต่อความผันผันของเงินเฟ้อระยะสั้น เงินเฟ้อในสวิตเซอร์แลนด์ลดลงจาก 0.2% ในเดือนสิงหาคม–กันยายน มาอยู่ที่ 0% ในเดือนพฤศจิกายน ระดับนี้สอดคล้องกับนิยามความมั่นคงด้านราคา 0–2% ของ SNB เนื่องจากเงินเฟ้อมักปรับตัวตามความผันผวนของค่าเงินและราคาพลังงาน ผู้กำหนดนโยบายจึงมองว่าสัญญาณเหล่านี้เป็นชั่วคราวและไม่น่ามีผลต่อเศรษฐกิจระยะยาว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปรับนโยบายอย่างฉับพลัน ชเลเกลยังชี้ชัดว่าแม้ SNB ยังคงสามารถผลักดอกเบี้ยกลับไปสู่ระดับติดลบได้ แต่จะต้องมีเงื่อนไขรุนแรงผิดปกติ การตัดสินใจของ SNB ชัดเจนมากขึ้นเมื่อมองผ่านแนวคิด “ฟังก์ชันตอบสนอง” ที่เชื่อมโยงการเลือกอัตราดอกเบี้ยกับตัวแปรสำคัญบางอย่าง เงินเฟ้อเดือนล่าสุดเทียบกับอัตรานโยบายก่อนหน้าและขนาดการปรับอัตราครั้งล่าสุดมักมีน้ำหนักมาก เนื่องจากธนาคารกลางปรับตัวช้าและเงินเฟ้อยังคงต่ำและมั่นคง การตัดสินใจที่เป็นไปได้มากที่สุดคือคงนโยบายเดิม การประชุม SNB วันนี้ถือเป็นเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญสุดท้ายของวัน ด้วยเงินเฟ้ออยู่ในระดับควบคุม การเติบโตเศรษฐกิจปานกลาง และค่าเงินมั่นคง สถาบันมีความยืดหยุ่นที่จะคงนโยบายไว้ ตลาดจะติดตามความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงในอนาคต แต่คาดว่าหัวข้อหลักยังคงเป็น “ความมั่นคง” บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2568
Dec 10, 2025

ธนาคารกลางแคนาดาคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่เฟดเตรียมลดอัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจแคนาดากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ขณะที่ธนาคารกลางแคนาดา (Bank of Canada) เตรียมประชุมกำหนดนโยบายครั้งสุดท้ายของปี หลังจากหลายเดือนที่ลดอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางคาดกันอย่างกว้างขวางว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนไว้ในระดับเดิม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดไว้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม สิ่งนี้จึงตั้งคำถามสำคัญต่อทั้งนักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ว่า: ต่อจากนี้ไปเศรษฐกิจแคนาดาจะเป็นอย่างไร และธนาคารกลางแคนาดาและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) จะตอบสนองอย่างไรต่อการตัดสินใจที่จะเกิดขึ้น? ในไตรมาสที่ผ่านมา แคนาดามีผลการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้มาก ผลผลิตไตรมาส 3 ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้นักวิเคราะห์ที่คาดเพียงการขยายตัวเล็กน้อยประหลาดใจ การฟื้นตัวนี้ ร่วมกับการสร้างงานที่เข้มแข็งและอัตราการว่างงานที่ลดลง ได้เสริมมุมมองว่าเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติม ความสนใจจึงเปลี่ยนไปที่การควบคุมไม่ให้เศรษฐกิจร้อนเกินไปและรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ในด้านเงินเฟ้อ ตัวชี้วัดหลักยังคงยืนหยัดอยู่ ราคาสินค้าที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน ยังคงปรับตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าที่ธนาคารกลางแคนาดามองว่าเป็นระดับที่ยั่งยืนในระยะยาว การเติบโตของค่าจ้างยังคงแข็งแกร่ง สนับสนุนรายได้ครัวเรือนและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ความต้องการภายในประเทศยังคงแสดงความแข็งแกร่ง และแรงกดดันด้านอุปทานในบางภาคธุรกิจแสดงถึงความเสี่ยงที่ธุรกิจอาจโอนต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง จากบริบทนี้ ธนาคารกลางแคนาดาดูเหมือนพร้อมที่จะสิ้นสุดยุคของนโยบายการเงินผ่อนคลาย การคงอัตราดอกเบี้ยสัญญาณว่าธนาคารกลางกำลังมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ใกล้เป้าหมาย ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการเติบโตและการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง ผู้กำหนดนโยบายคงต้องระมัดระวัง และหากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นหรือแรงงานยังคงตึงตัวอย่างผิดปกติ ธนาคารกลางอาจพิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) กำลังดำเนินนโยบายในเส้นทางที่แตกต่างออกไป เศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงสัญญาณชะลอตัว แต่ยังคงมีการลงจอดอย่างนุ่มนวลโดยไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยชัดเจน การเติบโตปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงบูมหลังโควิด คาดการณ์ระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะดำเนินไปอย่างชะลอตัวในอีกปีข้างหน้า ความต้องการผู้บริโภคยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ โดยรายได้เพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายส่วนบุคคลยังคงแข็งแกร่งแม้ต้นทุนการกู้ยืมสูง ตลาดแรงงานสหรัฐฯ เย็นตัวลงจากช่วงร้อนแรงต้นปี การสร้างงานชะลอตัว การจ้างงานอ่อนตัวกว่าช่วงบูม อัตราการว่างงานยังคงต่ำ แต่จำนวนงานใหม่ลดลง โดยเฉพาะในภาคที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น สินค้าคงทน การขนส่ง และบริการบางประเภท ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อยังคงสร้างความซับซ้อนต่อแนวโน้มนโยบาย ราคาผู้บริโภคทั่วไปยังคงสูง ส่วนเงินเฟ้อหลักคงตัวใกล้ 3% ผู้บริโภคยังคงคาดว่าต้นทุนสินค้าจำเป็น เช่น ค่าเช่าบ้าน การดูแลสุขภาพ และการศึกษา จะเพิ่มขึ้น ความแตกต่างระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ อาจส่งผลสำคัญต่อการไหลเวียนของเงินทุนโลกและอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ยแคนาดาที่คงตัวหรือสูงขึ้นในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ลดลง อาจทำให้สินทรัพย์แคนาดาน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่แสวงหาผลตอบแทน สิ่งนี้อาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาแข็งค่า และดึงเงินทุนเข้าสู่ตลาดพันธบัตรภายในประเทศ นอกจากนี้ยังอาจให้ธนาคารกลางแคนาดามีความยืดหยุ่นในการปรับงบดุล เช่น ชะลอการลดสินทรัพย์หรือกลับมาใช้มาตรการเงินทุนระยะสั้นบางประเภท ในขณะที่ปรับสู่แนวทางเป็นกลาง การตัดสินใจของเฟดก็จะมีผลกระทบอย่างมากเช่นกัน หากเฟดลดอัตราดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณว่านี่เป็นการผ่อนคลายครั้งสุดท้ายในช่วงหนึ่ง ตลาดอาจมองการเคลื่อนไหวนี้เป็นการลดดอกเบี้ยแบบ “เหยี่ยว” จำกัดการลดค่าดอลลาร์สหรัฐ แม้กระนั้น ผลตอบแทนแคนาดาที่สูงขึ้นและการเติบโตภายในประเทศอย่างมั่นคง อาจทำให้ค่าเงินแคนาดาแข่งขันได้ และอาจดึงเงินทุนไหลไปทางเหนือ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2568
Dec 09, 2025

RBA เป็นจุดสนใจหลัก ตลาดคาดคงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณเข้มงวด ความสนใจของตลาดหันไปที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ซึ่งเตรียมประกาศการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของปี โดยตลาดแทบจะแน่ใจว่า RBA จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.60% การประชุมครั้งนี้ไม่มีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ทำให้นักลงทุนจะจับตาไปที่น้ำหนักของถ้อยแถลงเชิงนโยบาย และการตีความสัญญาณเศรษฐกิจล่าสุดของผู้ว่าการ มิชเชล บูลล็อก เป็นหลัก ผู้ว่าการบูลล็อกได้ส่งสัญญาณท่าทีระมัดระวังมากขึ้นแล้ว จากการออกมาเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น และผลด้านนโยบายที่อาจตามมา คำกล่าวของเธอสะท้อนถึงความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายอย่างเข้มงวดมากขึ้นหากจำเป็น ท่าทีที่แข็งกร้าวนี้สะท้อนในราคาตลาด โดยการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยได้หายไป และถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต อาจเร็วสุดตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 หลังเงินเฟ้อไตรมาสกันยายนออกมาสูงกว่าคาด และตอกย้ำความกังวลว่าแรงกดดันด้านราคายังคงเหนียวแน่น ถ้อยคำเตือนของ RBA ที่ว่าเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นในช่วงล่าสุด จะเป็นประโยคสำคัญที่นักลงทุนย้อนกลับมาพิจารณาในวันนี้ สะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นของธนาคารกลาง โดยเฉพาะหลังรายงาน CPI เดือนตุลาคมชี้ว่า ทั้งเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐาน (trimmed mean) ขยับขึ้นเหนือกรอบเป้าหมายด้านบน ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นถึง 1.3% สูงสุดนับตั้งแต่มกราคม 2024 และส่วนใหญ่มาจากการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น สิ่งนี้บ่งชี้ว่าผู้บริโภคยังคงพร้อมใช้จ่าย ทำให้การชะลอเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้น ตลาดแรงงานยิ่งเพิ่มแรงกดดันเข้าไปอีก อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 4.3% จากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน ขณะที่การทำงานต่ำกว่าศักยภาพและการว่างงานของเยาวชนก็ปรับลดลงเช่นกัน ภาพรวมเหล่านี้ชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังกลับมาตึงตัวมากขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเติบโตของค่าจ้าง ในช่วงที่ผลิตภาพยังอ่อนแอและต้นทุนแรงงานยังอยู่ในระดับสูง ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ตัวเลือกของ RBA ดูเหมือนจะเหลือเพียงสองทาง คือ “คง” หรือ “ขึ้น” ดอกเบี้ย โดยการลดดอกเบี้ยไม่อยู่ในวาระอีกต่อไป นักลงทุนจะจับตาภาษาที่ใช้ในแถลงการณ์นโยบายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะย่อหน้าสุดท้ายซึ่งมักบ่งชี้ทิศทางนโยบายในอนาคต หากมีการปรับน้ำเสียง ก็มีแนวโน้มจะออกมาในเชิงเข้มงวดมากกว่าอ่อนลง ทั้งนี้ ผู้ว่าการบูลล็อกมักใช้โทนที่ค่อนข้าง hawkish ในการให้สัมภาษณ์สาธารณะ เมื่อเทียบกับแถลงการณ์ที่คณะกรรมการร่างขึ้นอย่างสมดุลมากกว่า ทำให้ความผันผวนของตลาดอาจเพิ่มขึ้นในช่วงระหว่างการประกาศผลกับการแถลงข่าว แม้มุมมองโดยรวมจะค่อนข้างเข้มงวด แต่นักวิเคราะห์บางส่วนกังวลว่าความคาดหวังของตลาดอาจไปไกลเกินกว่าที่ RBA พร้อมยืนยัน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ “ซื้อตามข่าวลือ ขายตามข้อเท็จจริง” หากถ้อยแถลงของธนาคารกลางไม่แข็งกร้าวเท่าที่ตลาดคาด ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียอาจอ่อนค่าลงในระยะสั้น แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกคงไว้ก็ตาม ค่าเงินออสซี่ได้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้าก่อนการประกาศแล้ว โดยตลาดคาดว่า RBA จะคงดอกเบี้ยในช่วงใกล้ ๆ นี้ แต่ได้สะท้อนราคาการขึ้นดอกเบี้ยเต็มที่ในเดือนสิงหาคม 2026 และกว่าครึ่งของตลาดเชื่อว่าการปรับขึ้นครั้งแรกอาจเกิดขึ้นเร็วสุดในเดือนมิถุนายน นอกเหนือจาก RBA ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลักสำหรับนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแล้ว ตลาดยังจับตาข้อมูลจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานการเปิดรับสมัครงาน JOLTS เดือนตุลาคม ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน โดยคาดการณ์ค่ากลางอยู่ราว 7.15 ล้านตำแหน่ง ต่ำกว่าเดือนก่อนเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลจะออกมาอ่อนแอ ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่มีกำหนดในวันพรุ่งนี้ ตลาดคาดกันอย่างกว้างขวางว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดเบสิส และโดยปกติแล้ว Fed แทบไม่สวนทางกับสิ่งที่ตลาดได้สะท้อนไปแล้ว หากตัวเลข JOLTS ต่ำกว่าคาดมาก อาจกดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้น ขณะที่ตัวเลขที่แข็งแกร่งเกินคาดอาจหนุนดอลลาร์ชั่วคราว แต่ปฏิกิริยาเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ เนื่องจากทิศทางนโยบายของ Fed ได้รับการรับรู้ไปแล้ว โดยท้ายที่สุดตลาดจะหันไปโฟกัสที่ประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด และถ้อยแถลงของประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2568
Dec 05, 2025

ดอลลาร์ทรงตัวก่อนการเปิดเผยดัชนี PCE ขณะที่ตลาดคาดเฟดลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐฯ (PCE) ที่กำลังจะมาถึง กำลังกลายเป็นจุดศูนย์กลางของตลาด ท่ามกลางการประเมินความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง นักลงทุนส่วนใหญ่มองตรงกันว่า เฟดมีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยลง 25 เบสสิสพอยต์ในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม โทนท่าทีที่ผู้กำหนดนโยบายจะส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตยังคงไม่ชัดเจน ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนภาพที่ผสมผสาน เป็นการชะลอตัวมากกว่าการถดถอย ซึ่งทำให้เฟดต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ระหว่างการผ่อนคลายสภาพการเงินกับการคงความรอบคอบ ความอ่อนแอของรายงานการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP เมื่อไม่นานมานี้ เคยกระตุ้นแรงกดดันเชิงลบต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าตลาดแรงงานอาจอ่อนตัวลงมากกว่าที่คิด และอาจเปิดทางให้เฟดเร่งจังหวะการผ่อนคลายนโยบาย อย่างไรก็ดี กระแสดังกล่าวคลายลงอย่างรวดเร็ว หลังข้อมูลการปลดพนักงานล่าสุดออกมาไม่อ่อนแออย่างที่คาด แทนที่จะเห็นจำนวนการปลดพนักงานพุ่งสูง ตัวเลขกลับทรงตัวได้ดีกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้เงินดอลลาร์เริ่มตั้งหลักและยุติสถิติอ่อนค่าต่อเนื่อง 4 วัน ดัชนีดอลลาร์ปรับขึ้นเล็กน้อยและกลับมายืนเหนือแนวรับใกล้เคียง เป็นสัญญาณว่าฝั่งขายเริ่มชะลอความร้อนแรงลงในระยะสั้น ข้อมูลใหม่จากภาคบริการของ ISM ยิ่งตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศตลาด ผลสำรวจชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในเดือนพฤศจิกายน และอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวกับการหดตัวอย่างสบายใจ ภาพนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังชะลอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้มุ่งหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย สำหรับเฟด ภูมิทัศน์เช่นนี้สนับสนุนแนวคิดในการลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง มากกว่าการเริ่มวงจรผ่อนคลายนโยบายอย่างรุนแรง พร้อมเปิดโอกาสให้ปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต หากแรงกดดันเงินเฟ้อชะลอตัวตามคาด จุดสนใจจึงกลับมาอยู่ที่ดัชนี PCE อย่างชัดเจน ในฐานะมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญสูงสุด PCE มีน้ำหนักอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางนโยบาย ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลข PCE ทั่วไปเคลื่อนไหวในกรอบค่อนข้างแคบใกล้ระดับกลาง 2% ขณะที่ PCE พื้นฐาน ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเล็กน้อยแต่ทรงตัว ความสม่ำเสมอนี้บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อลดลงจากจุดสูงสุดเดิมแล้ว แต่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาว ทำให้เฟดจำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการผ่อนคลายอย่างเร่งรีบ ด้วยแนวโน้มดังกล่าว ตัวเลข PCE ในวันนี้จึงมีแนวโน้มออกมาในรูปแบบที่คุ้นเคย โดยอาจเห็น PCE ทั่วไปสูงกว่าค่าเฉลี่ยล่าสุดเล็กน้อย ขณะที่ PCE พื้นฐานยังเคลื่อนไหวใกล้บริเวณปลายบนของช่วง 2% ผลลัพธ์เช่นนี้จะสะท้อนว่าเงินเฟ้อกำลังผ่อนคลายลง แต่ยังคงเหนียวตัวพอที่จะทำให้เฟดต้องยึดท่าทีแบบระมัดระวัง หากตัวเลขอ่อนกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ อาจกระตุ้นกระแสคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยมากขึ้นในช่วงเดือนข้างหน้า ในทางกลับกัน หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด จะสนับสนุนแนวคิดในการรอคอยและอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม ปฏิกิริยาของตลาดน่าจะขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลเบี่ยงเบนจากความคาดหมายมากน้อยเพียงใด ตัวเลขที่ออกมาเย็นลงอาจทำให้แรงขายดอลลาร์กลับมาอีกครั้งและกดค่าเงินให้อ่อนตัวลงเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์ แต่หากตัวเลขแข็งแกร่งกว่าคาด ก็อาจช่วยให้ดอลลาร์ฟื้นตัวและต่อยอดแรงรีบาวด์จากวันพฤหัสบดีได้ นักลงทุนยังคงจับตาว่าข้อมูลชุดนี้จะสอดรับอย่างไรกับภาพใหญ่ของเศรษฐกิจที่กำลังชะลอลงโดยไม่เกิดวิกฤต หากเงินเฟ้อผ่อนคลายต่อเนื่องในขณะที่การเติบโตยังทรงตัว เฟดอาจมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่เสี่ยงต่อการคุมเข้มมากเกินไปหรือผ่อนคลายอย่างรุนแรงเกินจำเป็น บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 4 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 4 ธันวาคม 2568
Dec 04, 2025

ภาคบริการสหรัฐฯ ขยายตัวต่อในเดือนพฤศจิกายน ขณะเดียวกันภาคการผลิตอุตสาหกรรมโตเล็กน้อย ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ระบุว่า ภาคบริการของสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนโมเมนตัมที่มั่นคงตลอดทั้งปี ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (Services PMI) ขยับขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 52.6% จาก 52.4% ในเดือนก่อนหน้า นับเป็นเดือนที่เก้าติดต่อกันที่ดัชนีทรงตัวเหนือระดับ 50% ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวและหดตัว แม้การเพิ่มขึ้นจะเล็กน้อย แต่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคบริการ แม้บางองค์ประกอบเริ่มส่งสัญญาณชะลอ คำสั่งซื้อใหม่ ซึ่งมักบ่งชี้แนวโน้มกิจกรรมในอนาคต ลดลงสู่ 52.9% หลังอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งบ่งบอกว่าธุรกิจต่างๆ อาจเริ่มระมัดระวังมากขึ้นในช่วงปลายปี อย่างไรก็ดี ดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจ ปรับขึ้นเล็กน้อยแตะ 54.5% สะท้อนว่าการดำเนินงานปัจจุบันยังแข็งแรง แม้โมเมนตัมล่วงหน้าจะอ่อนลงก็ตาม ด้านการจ้างงานให้ภาพที่คละกัน ดัชนีการจ้างงานปรับขึ้นเล็กน้อยสู่ 48.9% แม้ตัวเลขดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่า 50% จึงยังสะท้อนการหดตัว ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคบริการยังลังเลที่จะขยายการจ้างงานมากนัก อาจเพราะความไม่แน่นอนด้านต้นทุน ค่าแรง และแนวโน้มความต้องการในปีใหม่ ข้อมูลภาคการผลิตอุตสาหกรรมช่วยเติมเต็มภาพเศรษฐกิจโดยรวม ธนาคารกลางสหรัฐรายงานว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนกันยายนเมื่อเทียบรายเดือน ผลผลิตภาคการผลิตทรงตัว ภาคเหมืองแร่ไม่เปลี่ยนแปลง และสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ผลผลิตอุตสาหกรรมรวมเพิ่มขึ้น 1.6% สะท้อนการขยายตัวที่ช้าแต่มั่นคง ภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 1.5%, การทำเหมืองเพิ่ม 2.8% และสาธารณูปโภคเพิ่ม 1.4% อัตราการใช้กำลังการผลิต อยู่ที่ 75.9% แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 3.6 จุด แต่สูงกว่าปีก่อนหน้า 1.4 จุด สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมยังไม่ถึงระดับประสิทธิภาพเต็มที่ แต่อยู่ในทิศทางฟื้นตัว และยังมีช่องให้ขยายตัวต่อหากอุปสงค์ปรับดีขึ้น ด้วยการขาดเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญและไม่มีปัจจัยใหม่ที่มีน้ำหนักต่อทิศทางนโยบายเฟด ตลาดจึงอาจให้ความสนใจกับภาพเทคนิคัลในวันนี้มากขึ้น ดัชนีดอลลาร์กำลังเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้น EMA 200 ซึ่งยังมีความชันลดลง บ่งชี้ว่าทิศทางหลักยังคงเป็นขาลง แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวบ้างตั้งแต่ปลายฤดูร้อน แต่ทุกครั้งที่พยายามทะลุ EMA 200 ก็ถูกปฏิเสธ จึงยืนยันบทบาทของเส้นนี้เป็นแนวต้านไดนามิกสำคัญ ราคายังหลุดจากเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นระยะสั้นที่พยุงการขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน ขณะที่การอ่อนตัวครั้งล่าสุดทำให้ดัชนีลงสู่บริเวณขอบบนของ Ichimoku Cloud การเคลื่อนภายในคลาวด์มักสะท้อนความไม่แน่นอนและความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเทรนด์ อย่างไรก็ตาม คลาวด์ข้างหน้ายังไม่มีการขยายตัวเชิงบวกชัดเจน จึงจำกัดแนวโน้มขาขึ้น หากราคาหลุดลงใต้คลาวด์ จะยืนยันการกลับเข้าสู่ระยะขาลงอีกครั้ง แต่หากดีดตัวจากขอบล่างของคลาวด์ ฝั่งซื้อยังมีโอกาสกลับมา การวัด Fibonacci Retracement จากจุดต่ำเดือนมิถุนายนถึงจุดสูงเดือนตุลาคม พบว่าราคากำลังแกว่งระหว่างระดับ 0.618–0.786 และขณะนี้กำลังทดสอบโซน 0.618 ซึ่งเป็นโซนรองรับเบา หากหลุดลงไป แนวรับต่อไปจะอยู่แถวระดับ 0.5 และขอบล่างของคลาวด์ ตัวชี้วัด TDI ชี้ชัดไปทางขาลง โดยเส้นสัญญาณสีเขียวตัดลงใต้เส้นสีแดงและสีเหลือง ขณะทั้งคู่เคลื่อนลงสู่แถบความผันผวนด้านล่าง ซึ่งเป็นสัญญาณโมเมนตัมขาลง สะท้อนแรงขายที่เพิ่มขึ้น มุมการดิ่งของ TDI ยังบ่งชี้แรงกดดันด้านลบเพิ่มขึ้น ซึ่งมักนำไปสู่การอ่อนตัวต่อของราคา สัญญาณทั้งหมดรวมกันให้ภาพ เอนเอียงไปทางขาลง การถูกปฏิเสธที่ EMA 200 การหลุดเทรนด์ไลน์ขาขึ้น และโมเมนตัมที่อ่อนลงใน TDI ล้วนสนับสนุนโอกาสปรับลงต่อ หากราคาปิดต่ำกว่าขอบล่างของคลาวด์ มีความเป็นไปได้ที่ดัชนีจะลงสู่ระดับ 0.5 Fibonacci และอาจลึกถึงโซน 98 ด้านขาขึ้น หากจะฟื้นตัวต้องกลับขึ้นมายืนเหนือเทรนด์ไลน์ที่หลุดลงไป และยืนเหนือ EMA 200 เพื่อสร้างโมเมนตัมเชิงบวกใหม่ มิฉะนั้น ทิศทางที่มีโอกาสมากกว่ายังเอนเอียงลง บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2568
Dec 03, 2025

ภาคบริการสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ขณะออสเตรเลียดีขึ้น และรัสเซียส่งสัญเตือนยุโรป ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี ISM Services PMI ของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ทรงตัวเหนือระดับ 50 ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวและหดตัวของภาคบริการ แม้จะมีบางช่วงที่อ่อนแรง เช่น การทรงตัวแบบ "ไม่เปลี่ยนแปลง" ในเดือนกันยายน แต่ดัชนีก็มักได้รับแรงพยุงและฟื้นตัวกลับมา เดือนตุลาคมถือเป็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยดัชนีขยับขึ้นเหนือระดับ 52 เล็กน้อย หนุนโดยกิจกรรมทางธุรกิจและคำสั่งซื้อใหม่ที่แข็งแรงขึ้น แม้การจ้างงานในภาคบริการยังคงอ่อนตัวอยู่ก็ตาม รูปแบบการฟื้นตัวแบบต่อเนื่องนี้บ่งชี้ว่าภาคบริการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีเสถียรภาพ ได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ต่อเนื่องและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับปานกลาง ไม่มีปัจจัยลบขนาดใหญ่ที่ทำให้แนวโน้มนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทำให้การคาดการณ์ดัชนีให้อยู่ในช่วงต้นระดับ 50 เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล ค่าประมาณใกล้ 52.50 สอดคล้องกับทิศทางล่าสุด สะท้อนการขยายตัวอย่างระมัดระวังมากกว่าจะเป็นการพุ่งแรงหรือชะลอตัวหนัก ขณะที่ข้อมูลสหรัฐฯ ยังคงเป็นจุดสนใจ เงื่อนไขเศรษฐกิจทั่วโลกก็กำลังซับซ้อนขึ้นเช่นกัน ออสเตรเลียเพิ่งรายงานการขยายตัวทางเศรษฐกิจเล็กน้อย โดย GDP เพิ่มขึ้น 0.4% ในรูปแบบปรับฤดูกาลตามปริมาณ และเพิ่มขึ้น 1.7% ในรูปแบบราคาปัจจุบัน เศรษฐกิจยังคงได้แรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายของครัวเรือน ซึ่งช่วยให้การเติบโตไตรมาสต่อไตรมาสยังเคลื่อนไปข้างหน้า เงื่อนไขการค้า (Terms of Trade) ขยับขึ้น 0.3% และสัดส่วนเงินออมต่อรายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 6.4% จาก 6.0% สะท้อนว่าผู้บริโภคมีเงินกันชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการค้าโดยรวมยังปะปนกัน เนื่องจากภาคธุรกิจลดสินค้าคงคลังเพื่อสนับสนุนการส่งออก ขณะเดียวกันการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าสุทธิลดลง ประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญเพราะออสเตรเลียมักทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดอุปสงค์ในภูมิภาคและแนวโน้มสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับวัฏจักรเศรษฐกิจโลกที่ใหญ่กว่า ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความเคลื่อนไหวล่าสุดเพิ่มความตึงเครียดให้กับบรรยากาศที่เปราะบางอยู่แล้ว ผู้แทนสหรัฐฯ อย่าง วิทคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ซึ่งทำหน้าที่ด้านการทูตในเชิงไม่เป็นทางการ ได้เดินทางพบประธานาธิบดีปูตินที่มอสโก เพื่อเสนอแผนสันติภาพยูเครนฉบับล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือในไมอามีกับคณะผู้แทนยูเครนเกี่ยวกับประเด็นยากๆ เช่น ความเป็นไปได้ของการยอมรับเขตแดนใหม่และพื้นที่ดอนบาสในอนาคต ปูตินใช้โอกาสนี้เตือนยุโรปอย่างรุนแรง ระบุว่าหากยุโรปเป็นฝ่ายเปิดฉากความขัดแย้งกับรัสเซีย “พวกเขาอาจไม่มีใครเหลือให้เจรจาด้วยอีกต่อไป” พร้อมย้ำว่ารัสเซียไม่ต้องการทำสงครามกับยุโรป แต่ก็พร้อมเต็มที่หากถูกบังคับให้ต้องสู้ คำเตือนเหล่านี้เป็นการย้ำให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2568
Dec 02, 2025

เศรษฐกิจอเมริกาเปิดอีกครั้ง แต่เส้นทางข้างหน้าจะไม่เหมือนเดิม รัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาเปิดทำงานอีกครั้ง หลังจากภาวะปิดหน่วยงานครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ หลายล้านคนรอคอยช่วงเวลานี้ แม้การกลับมาเปิดจะช่วยผ่อนคลายความกังวล แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่หายไปในทันที นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าความเสียหายจะยังสะท้อนอยู่ในตัวเลขทางเศรษฐกิจอีกระยะหนึ่ง แม้กิจกรรมต่างๆ จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นก็ตาม ก่อนการปิดหน่วยงาน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ดูแข็งแกร่งพอสมควร ธนาคารกลางสหรัฐ สาขาแอตแลนต้า ประเมินว่าอัตราการเติบโตในไตรมาส 3 อยู่เหนือระดับ 4% แบบรายปี ซึ่งถือว่ากระตุ้นความเชื่อมั่นได้ดี อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังนั้น ตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว การจ้างงานในไตรมาสที่สองและสามลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และอัตราว่างงานในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสี่ปี เจ้าหน้าที่เฟดคาดว่าอัตราว่างงานจะขึ้นไปถึงประมาณ 4.5% ดังนั้นความเสี่ยงจึงดูจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ในเวลาเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์มีการปรับโครงสร้างภาษีนำเข้า หลายรายการถูกลดลง รวมถึงสินค้าที่มาจากจีนและสินค้าเกษตรจากบราซิล ข้อตกลงใหม่กับสวิตเซอร์แลนด์ยังลดอัตราภาษีลงเหลือ 15% จากเดิม 39% และมีการพูดคุยเพิ่มขึ้นว่าภาษี 50% ที่ใช้กับอินเดียอาจถูกปรับลดเช่นกัน ตามข้อมูลของสำนักงานงบประมาณรัฐสภา การปรับลดเหล่านี้ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริงของสหรัฐฯ ลดลงเหลือราว 16.5% จากกว่า 20% เพียงไม่กี่เดือนก่อน ส่งผลให้รายได้จากภาษีนำเข้าที่คาดหวังไว้เพื่อช่วยลดการขาดดุล ลดลงจากประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ เหลือราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้แนวคิด “เงินปันผลภาษี” มูลค่า 2,000 ดอลลาร์สำหรับชาวอเมริกัน มีโอกาสน้อยลงที่จะได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดพยายามประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดิมทีนักลงทุนลดความคาดหวังว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปหลังจากจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดนิวยอร์ก ระบุว่าอาจจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ ตลาดตอบสนองทันที โดยประเมินว่าโอกาสลดดอกเบี้ยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ทุกคนยังจับตาว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเลือกใครมาเป็นประธานเฟดคนใหม่แทนเจอโรม พาวเวล โดยเควิน แฮสเส็ตต์ หัวหน้าสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่มีแนวโน้มมากที่สุด นอกสหรัฐฯ ภาพรวมทั่วโลกก็มีความเคลื่อนไหวไม่แพ้กัน ในสหราชอาณาจักร ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอต่อเนื่องและงบประมาณเข้มงวดช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางอังกฤษอาจลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 18 ธันวาคม นักลงทุนมองว่าการผ่อนคลายนโยบายเป็นสถานการณ์พื้นฐาน เพื่อรับมือกับการเติบโตที่ชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ออสเตรเลียกำลังเผชิญสถานการณ์ตรงกันข้าม รายงานการจ้างงานที่แข็งแรงและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดเชื่อว่าธนาคารกลางออสเตรเลียจะไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะนี้ นักลงทุนคาดว่าการลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจเลื่อนไปถึงกลางปี 2026 สะท้อนความเชื่อว่าเงินเฟ้อจะยังยึดตัวอยู่ และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยอยู่ในระดับต่ำ ญี่ปุ่นก็เพิ่มสีสันให้ภาพรวมโลกเช่นกัน หลายเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณปกติภาพนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ตลาดยังไม่เชื่อว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อเงินเยนอ่อนค่าลงและข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแรงขึ้น ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน นักลงทุนประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 50% ซึ่งสูงที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนว่าทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ประเทศต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตัวเองมากขึ้น และพึ่งพาสหรัฐฯ น้อยลง ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีท่าทีคัดเลือกมากขึ้นต่อพันธะระดับโลก ดูเหมือนว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ความร่วมมือถูกรวมศูนย์น้อยลง และอำนาจถูกแบ่งปันมากขึ้นแทนที่จะผูกขาดโดยชาติใดชาติหนึ่ง สำหรับนักลงทุน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย สิ่งที่จำเป็นคือความยืดหยุ่น เพราะแนวโน้มดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การค้าโลก และอัตราแลกเปลี่ยนกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าเดิม วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือไม่ยึดติดสมมติฐานเดิมๆ แต่ต้องพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ การเปิดทำการของรัฐบาลแม้จะช่วยคลายความกังวล แต่ก็เป็นการเริ่มต้นของช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ต้องรับมือกับโลกที่มีการแข่งขันสูงและยากคาดเดามากขึ้น เดือนต่อๆ ไปจะเป็นบททดสอบว่าประเทศจะปรับตัวกับภูมิทัศน์ใหม่นี้ได้ดีเพียงใด บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2568
Dec 01, 2025

ภาคการผลิตสหรัฐฯ รอข้อมูล ISM ใหม่ หลังปีแห่งสัญญาณผสม วันนี้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดอีกครั้ง เนื่องจากนักลงทุนรอรายงาน ISM Manufacturing PMI ล่าสุด ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ภาคการผลิตมีผลการดำเนินงานที่ไม่สม่ำเสมอ ช่วงต้นปีดัชนีเคยขยับขึ้นเหนือเส้นขยายตัว (50) ได้ชั่วคราวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ แต่แรงขับเคลื่อนนี้ไม่ยืนยาว เมื่อเข้าสู่กลางปี 2025 ดัชนีเริ่มอ่อนตัวและกลับเข้าสู่เขตหดตัว อยู่ราว ๆ 48–49 เนื่องจากคำสั่งซื้อใหม่อ่อนตัวและการผลิตชะลอตัว เมื่อปีผ่านไป รูปแบบยังคงเหมือนเดิม ภาคการผลิตเผชิญกับความต้องการที่อ่อนแอ กิจกรรมคำสั่งซื้อใหม่ช้า และความระมัดระวังจากภาคธุรกิจ เดือนกันยายนดัชนีอยู่ที่ 49.1 ส่วนเดือนตุลาคมลดลงมา 48.7 ยืนยันแนวโน้มกว้างว่าภาคโรงงานยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่วนประกอบย่อยส่วนใหญ่ก็อ่อนแอเช่นกัน โดยเฉพาะการจ้างงานและสินค้าคงคลัง ซึ่งเคลื่อนไหวตามแนวโน้มชะลอตัวโดยรวม สำหรับการรายงานวันนี้ ความคาดหวังอยู่ในระดับจำกัด นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่า PMI จะยังอยู่ต่ำกว่า 50 ซึ่งยังคงบ่งชี้ถึงภาวะหดตัว แต่ความอ่อนแอไม่น่าจะรุนแรง ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคาดว่าจะอยู่ในช่วง 48.5–49.2 บางนักวิเคราะห์เชื่อว่าอาจมีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย หากคำสั่งซื้อใหม่หรือการผลิตเพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขอาจขยับใกล้ 49.5 หรือเกือบเข้าสู่เขตขยายตัว แต่การทะลุเหนือ 50 อย่างชัดเจนยังคงไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ หากไม่มีแรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งหรือการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงยังมีทั้งสองด้าน ความต้องการโลกที่อ่อนแอ ความไม่แน่นอนเรื่องภาษีศุลกากร หรือราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น อาจดึง PMI ลง ในทางกลับกัน ความประหลาดใจจากคำสั่งซื้อใหม่ การจัดการสินค้าคงคลังที่ดีขึ้น หรือสัญญาณจากผู้บริโภคที่มั่นคง อาจช่วยให้ดัชนีคงที่ ไม่ว่าจะอย่างไร รายงานวันนี้จะช่วยชี้ชัดว่าภาคการผลิตกำลังเริ่มหาจุดยืนได้หรือยังเพียงแค่ทรงตัว นักลงทุนที่จับตาสัญญาณแรกของการฟื้นตัว แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจมีผลต่อความคาดหวังในการเติบโต ความเชื่อมั่น และการหารือด้านนโยบายในอนาคต บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568
Nov 28, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจสงบ แต่ Trump และ Putin ทำให้นักลงทุนยังระแวง วันศุกร์นี้ถือเป็นวันที่ค่อนข้างสงบในปฏิทินเศรษฐกิจ โดยมีเพียงตัวเลขเศรษฐกิจหลักเพียงอย่างเดียวที่ดึงดูดความสนใจ นั่นคือรายงาน GDP ล่าสุดของแคนาดา ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจมีทั้งช่วงขยายตัวและชะลอตัว ปลายปี 2024 และต้นปี 2025 มีการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยไตรมาสแรกเติบโต 0.5% แต่แรงขับเคลื่อนลดลงในไตรมาสที่สองของปี 2025 ซึ่ง GDP หดตัว 0.4% ส่วนใหญ่เป็นผลจากการส่งออกที่อ่อนแอและการลดการลงทุนภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างอ่อน ๆ ภาคการผลิต การเงินและประกันภัย รวมถึงพลังงานและน้ำมัน แสดงสัญญาณการฟื้นตัวเริ่มต้น แม้การเติบโตโดยรวมยังคงอ่อนแอ แต่ข้อมูลชี้ให้เห็นถึงการปรับปรุงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะลดลงต่อเนื่อง ด้วยสถานการณ์นี้ ความคาดหวังสำหรับตัวเลข GDP วันนี้จึงอยู่ในระดับปานกลาง นักวิเคราะห์โดยทั่วไปคาดว่าจะมีการเติบโตเล็กน้อย โดยคาดว่า GDP ไตรมาสต่อไตรมาสจะเติบโตประมาณ 0.1–0.3% ในมุมมองรายเดือน เศรษฐกิจน่าจะแสดงการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดย GDP m/m น่าจะอยู่ที่ 0.1–0.2% ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมที่มั่นคงในภาคบริการ การผลิต และพลังงาน ในมุมมองรายปี แคนาดายังคงคาดว่าจะอยู่ในพื้นที่บวก โดยน่าจะอยู่ระหว่าง 0.5–1% ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากช่วงชะลอตัวก่อนหน้า ความเสี่ยงยังคงอยู่ทั้งสองด้าน การส่งออกอาจยังคงเป็นตัวถ่วง โดยเฉพาะหากความต้องการโลกยังอ่อนแอ และความระมัดระวังในการลงทุนของธุรกิจอาจจำกัดอัตราการฟื้นตัว แต่การใช้จ่ายของครัวเรือนที่แข็งแกร่ง หรือกิจกรรมก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น อาจช่วยสนับสนุนการเติบโต เนื่องจากไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ตลาดน่าจะให้ความสนใจไปที่การเมือง ซึ่งข่าวสารกำลังสร้างปฏิกิริยาแล้ว ในสหรัฐฯ ประธานาธิบดี Trump ระบุว่าประเทศอาจ “แทบไม่ต้องเสียภาษีรายได้เลย” หากใช้รายได้จากภาษีศุลกากร ซึ่งคำกล่าวนี้สร้างการถกเถียงทันทีทั้งในวงการเศรษฐกิจและการเมือง เขายังกล่าวถึงเวเนซุเอลา โดยบอกว่าสหรัฐฯ จะเริ่มหยุดพวกเขา “บนบกเร็ว ๆ นี้” เพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั่วโลก ประธานาธิบดีรัสเซีย Putin ได้กล่าวถึงกรอบสันติภาพที่สนับสนุนโดยสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก โดยระบุว่ามอสโกพร้อมสำหรับ “การหารืออย่างจริงจัง” เขาเน้นว่าร่างโครงการสันติภาพสหรัฐฯ–ยูเครนอาจเป็นพื้นฐานสำหรับข้อตกลงสันติภาพในอนาคต และวอชิงตันดูเหมือนจะพิจารณาตำแหน่งของรัสเซียก่อนการเจรจาสัปดาห์หน้า ด้วยปฏิทินเศรษฐกิจที่ว่าง ตลาดอาจตอบสนองอย่างรุนแรงกว่าปกติต่อคำแถลงหรือเหตุการณ์ทางการเมืองใด ๆ ตลอดวัน หาก GDP ของแคนาดาออกมาน่าประหลาดใจ หรือมีคำพูดเพิ่มเติมจากวอชิงตัน มอสโก หรือเคียฟ นักลงทุนอาจเห็นวันศุกร์ที่สงบกลายเป็นช่วงซื้อขายที่คึกคักได้ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568
Nov 27, 2025

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (USD Index) ทดสอบแนวโน้มสำคัญ ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐที่ขัดแย้งกัน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ในสหรัฐปรับตัวลดลงสู่ระดับ 216,000 ราย แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง อัตราว่างงานที่ได้รับสิทธิยังคงอยู่ที่ 1.3% และจำนวนผู้ว่างงานที่ได้รับสิทธิปรับตัวลดลงเล็กน้อย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความมั่นคงของการจ้างงาน การสั่งซื้อสินค้าคงทนก็แข็งแกร่งกว่าที่คาด โดยคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้น 0.5% นำโดยอุปกรณ์ขนส่ง แม้เมื่อหักอุปกรณ์ขนส่งออกไป คำสั่งซื้อก็ยังเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าธุรกิจกำลังลงทุนต่อเนื่องและกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไม่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ดัชนี Chicago Business Barometer ออกมาด้วยตัวเลขต่ำมากที่ 36.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 เกือบทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม เช่น คำสั่งซื้อใหม่ การจ้างงาน การผลิต สต็อกสินค้า และคำสั่งซื้อคงค้าง ลดลงอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นการหดตัวอย่างชัดเจน มีเพียงราคาที่จ่ายและการจัดส่งของซัพพลายเออร์เท่านั้นที่ชี้ไปในทิศทางขยายตัว แต่ไม่สามารถชดเชยความอ่อนแอโดยรวมของรายงานได้ ด้วยสัญญาณผสมที่แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังแข็งแรงและคำสั่งซื้อสินค้าคงทนยังดี แต่ดัชนี PMI ของชิคาโกออกมาติดลบมาก ภาพรวมของตลาดจึงไม่ชัดเจนว่าถูกดึงไปทางใดทางหนึ่ง เนื่องจากปฏิทินเศรษฐกิจวันนี้ไม่มีข้อมูลใดที่จะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายการเงินและความผันผวนคาดว่าจะจำกัด การเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นจึงน่าจะเป็นกลาง พร้อมความผันผวนเล็กน้อย แทนที่จะเป็นแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลงชัดเจน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอยู่บนแนวโน้มขาขึ้นที่เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ระดับนี้สำคัญเพราะการดีดตัวขึ้นจากแนวโน้มนี้ชัดเจนมักแสดงว่าผู้ซื้อยังคุมตลาด แต่ถ้าราคาหลุดลงอย่างเด็ดขาด มักเป็นสัญญาณการปรับตัวลดลงลึก เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (EMA 200) อยู่เหนือราคา หมายความว่าแนวโน้มระยะยาวยังคงเป็นขาลง แต่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นการฟื้นตัวระยะกลางที่ชัดเจน ราคายังอยู่เหนือ Ichimoku Cloud แต่โมเมนตัมอ่อนแรง หากราคาหลุดลงเข้าใน cloud มักหมายถึงช่วงตลาดไม่แน่นอนหรือเปลี่ยนไปเป็นแนวโน้มกลาง ระดับ Fibonacci retracement แสดงว่าราคาต่อสู้บริเวณ 61.8% และระดับ 100% เคยเป็นเพดานหลายครั้ง การปฏิเสธราคาจากโซนนี้ล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามีแรงต้านแข็งแกร่ง สำหรับ TDI เส้นราคาสีเขียวตัดลงใต้เส้นสัญญาณสีแดงและชี้ลง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโมเมนตัมขาขึ้นอ่อนแรง เส้นฐานสีเหลืองแบนราบ ซึ่งยืนยันการเปลี่ยนเป็นกลางถึงขาลงเล็กน้อยในระยะสั้น แถบความผันผวนไม่ขยายตัว จึงยังไม่มีแรงเคลื่อนไหวแรง ๆ สรุปเชิงเทคนิค แนวโน้มระยะสั้นค่อนข้างเป็นขาลงเล็กน้อย เพราะตัวชี้โมเมนตัมอ่อนแรงและราคากำลังทดสอบแนวโน้มจากด้านบน แต่โครงสร้างโดยรวมยังไม่เป็นขาลงชัดเจน เพราะ cloud และแนวโน้มยังให้การสนับสนุน หากแนวโน้มยังคงอยู่ ราคามีโอกาสพยายามผลักดันขึ้นอีกครั้ง แต่หากหลุดลงอย่างชัดเจนและเข้าใน Ichimoku Cloud การเคลื่อนไหวที่น่าจะเกิดขึ้นคือเปลี่ยนไปเป็นแนวโน้มกลางถึงขาลง ตามการจัดวางปัจจุบัน ราคามีแนวโน้มเป็นกลางพร้อมแรงกดเล็กน้อยลง เว้นแต่ผู้ซื้อจะปกป้องแนวโน้มนี้อย่างแข็งขันในช่วงการซื้อขายถัดไป บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568
Nov 26, 2025

RBNZ ลดดอกเบี้ย เงินเฟ้อออสซี่พุ่ง ขณะที่ตลาดจับตางบประมาณสหราชอาณาจักร เช้าวันนี้ ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเป็นทางการลง 0.25% อยู่ที่ 2.25% โดยมีเสียงสนับสนุน 5 ต่อ 1 การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการผ่อนคลายนโยบายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่โทนของรายงานประชุมไม่ได้แสดงความผ่อนปรนอย่างชัดเจน เงินเฟ้อรายปีปัจจุบันอยู่ที่ 3% ซึ่งอยู่ที่จุดสูงสุดของกรอบเป้าหมายของธนาคาร และเงินเฟ้อหลักและเงินเฟ้อของสินค้าที่ไม่สามารถซื้อขายระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง ผู้กำหนดนโยบายเตือนว่าเงินเฟ้ออาจยังคง “ฝังตัว” หากความต้องการฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดหรือหากธุรกิจปรับกำไรกลับคืน รายงานประชุมเผยให้เห็นการถกเถียงภายในเกี่ยวกับการหยุดปรับอัตราแทนการลด โดยยอมรับว่าการผ่อนคลายก่อนหน้านี้ยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจ สุดท้าย คณะกรรมการเลือกที่จะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง ส่งสัญญาณว่าแม้อัตราดอกเบี้ยอาจปรับลดลง แต่จังหวะจะค่อยเป็นค่อยไป และการเคลื่อนไหวในอนาคตขึ้นอยู่กับข้อมูลใหม่ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของครัวเรือนแล้ว และสัญญาณของตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพให้ความมั่นใจว่ารอบการผ่อนคลายจะไม่รุนแรงเกินไป สำหรับดอลลาร์นิวซีแลนด์ การลดดอกเบี้ยแบบเข้มงวดแต่มีแนวทางอ่อนโยนบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มปรับลดเล็กน้อยในระยะสั้น แม้ว่าสภาพตลาดแรงงานที่คงตัวอาจจำกัดการขาดทุนเพิ่มเติม ในออสเตรเลีย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดของเดือนตุลาคมปรับตัวขึ้นเป็น 3.8% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา สูงกว่าของเดือนกันยายนที่ 3.6% ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย อาหาร และการพักผ่อนยังคงเป็นแรงกดดันต่อราคาพื้นฐาน ในขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยปรับตัวขึ้นเป็น 3.3% แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อหลักยังคงอยู่ในระดับสูง ในปีที่ผ่านมาเงินเฟ้อปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การปรับตัวล่าสุดนี้บ่งชี้ว่าการกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ยังไม่ราบรื่น สำหรับดอลลาร์ออสเตรเลีย ตัวเลขที่สูงกว่าคาดช่วยหนุนค่าเงิน เนื่องจากลดความคาดหวังการลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นและสะท้อนการดำเนินนโยบายแบบระมัดระวังของ RBA ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าธนาคารกลางมีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้นานขึ้นแทนการผ่อนคลายอย่างรุนแรง รอให้เงินเฟ้อลดลงอย่างต่อเนื่องก่อนพิจารณาลดอัตรา ด้วยพัฒนาการเหล่านี้ที่กำลังสร้างฉากในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ความสนใจจึงหันไปที่สหราชอาณาจักร ที่ซึ่งรัฐมนตรีคลัง รีฟส์ เตรียมเปิดตัว งบประมาณฤดูใบไม้ร่วง (Autumn Budget) รัฐบาลเผชิญกับการขาดดุลงบประมาณประมาณ 20 พันล้านปอนด์ และต้องหาจุดสมดุลระหว่างการเพิ่มรายได้กับการหลีกเลี่ยงมาตรการที่จะชะลอการเติบโตหรือสร้างความผันผวนในตลาด ช่วงก่อนการเปิดตัวงบประมาณมีความผิดปกติ โดยมีแนวคิดด้านภาษีหลายอย่างถูกเสนอ แนะนำ รั่วไหล และถูกถอนออก สร้างความสับสนให้กับธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน การทดลอง “ปล่อยข่าวลวง” ของแนวคิดนโยบายเหล่านี้เพื่อทดสอบปฏิกิริยาก่อนตัดสินใจ แต่ทำให้ยากต่อการคาดการณ์ว่ารายละเอียดสุดท้ายจะเป็นอย่างไร นักวิเคราะห์คาดว่าจะมีมาตรการหลายด้าน บางมาตรการอาจเป็นการขึ้นภาษีแบบเฉพาะเจาะจง เช่น การแช่แข็งเกณฑ์ภาษีรายได้ ปรับภาษีท้องถิ่น และทบทวนระบบบำนาญ ด้านอื่น ๆ ที่อาจถูกใช้ ได้แก่ ภาษีอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง ภาษีการพนัน และอาจรวมถึงภาษีใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลอาจเสนอมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ เช่น ยกเลิกเพดานสวัสดิการสองบุตร ลด VAT บิลพลังงาน และแช่แข็งค่าโดยสารรถไฟ นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าความท้าทายคือการหาจุดสมดุล; การเก็บภาษีมากเกินไปอาจชะลอการเติบโต แต่ถ้าน้อยเกินไปก็อาจปิดช่องว่างการคลังไม่สำเร็จ เพิ่มต้นทุนการกู้ยืม และสร้างแรงกดดันต่อเงินปอนด์ สำนักงานความรับผิดชอบด้านงบประมาณ (OBR) ซึ่งรายงานพร้อมงบประมาณก็เป็นจุดสนใจสำคัญเช่นกัน OBR อาจปรับลดการคาดการณ์การเติบโตและผลิตภาพสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การผลิตที่คาดการณ์ต่ำ และความไม่แน่นอนในภาคสำคัญ การคาดการณ์เหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อทัศนคติของตลาดต่อความยั่งยืนทางการคลังของสหราชอาณาจักร และอาจส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร ความมั่นใจของนักลงทุน และค่าเงินปอนด์ งบประมาณยังบ่งชี้ว่ารัฐบาลสามารถขยายพื้นที่คลัง (Fiscal headroom) ช่องว่างที่สามารถใช้จ่ายหรือลดภาษีโดยไม่ละเมิดกฎการคลัง จากประมาณ 10 พันล้านปอนด์เป็น 15 พันล้านปอนด์ ซึ่งสำคัญต่อการจัดสรรเงินสำหรับความสำคัญในอนาคตโดยไม่สร้างความตึงเครียดทางการเงิน โดยรวมแล้ว งบประมาณฤดูใบไม้ร่วงจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลสามารถสร้างสมดุลระหว่างการสร้างรายได้ สนับสนุนการเติบโต และรักษาความมั่นใจในตลาดได้หรือไม่ สำหรับนักลงทุน ธุรกิจ และครัวเรือน คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะพึ่งพาการเก็บภาษีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับการควบคุมการใช้จ่าย มาตรการบรรเทาภาระเพียงพอหรือไม่ในการลดแรงกดดันค่าครองชีพ และทัศนคติของ OBR ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางการคลังระยะยาวอย่างไร ตลาดมีแนวโน้มตอบสนองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะค่าเงินปอนด์ที่ไวต่อความประหลาดใจทั้งสองด้าน ทำให้งบประมาณครั้งนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของปฏิทินเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรปี 2025 บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568
Nov 25, 2025

รายงานเงินเฟ้อและการใช้จ่ายสำคัญวันนี้ อาจยืนยันหรือท้าทายความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด ข้อมูลเศรษฐกิจที่ประกาศในวันนี้จะส่องให้เห็นภาพชัดขึ้นเกี่ยวกับสองปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือ พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค และแรงกดดันด้านต้นทุนของภาคธุรกิจ ตัวเลขยอดค้าปลีกจะสะท้อนว่าครัวเรือนกำลังใช้จ่ายอย่างไร ในขณะที่ PPI จะบอกเป็นนัยถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจกำลังก่อตัวอยู่เบื้องหลัง ทั้งสองตัวเลขนี้เป็นกรอบสำคัญที่เฟดต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจครั้งต่อไป ในช่วงปีที่ผ่านมา ยอดใช้จ่ายค้าปลีกยังคงเติบโต แม้ว่าจะชะลอลงบ้าง สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ รายงานว่ายอดขายภาคการค้าปลีกและบริการอาหารเพิ่มขึ้นเกือบ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงใช้จ่าย แต่ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนก่อน ด้านเงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดราคาที่ผู้ผลิตได้รับ เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เช่น อัตราเพิ่มขึ้นในรอบ 12 เดือนอยู่ที่ประมาณ 2.6% ตามข้อมูลจาก ycharts.com ต่ำกว่าช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งแรงมากก่อนหน้านี้ บ่งชี้ว่าความกดดันเงินเฟ้อเริ่มอยู่ในการควบคุม แม้จะยังไม่หายไปทั้งหมด ภายใต้ภาพรวมนี้ ตลาดคาดว่าตัวเลขยอดค้าปลีกวันนี้จะขยับขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้พุ่งแรง หากยอดใช้จ่ายออกมาดีกว่าคาดเล็กน้อย จะเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคยังแข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายกังวล ซึ่งอาจทำให้เฟดมีความมั่นใจมากขึ้น แต่ถ้ายอดค้าปลีกออกมาอ่อนแอหรือหดตัว ก็อาจทำให้เกิดคำถามว่าครัวเรือนเริ่มรัดเข็มขัดจากราคาที่สูงขึ้นหรือไม่ ซึ่งจะเพิ่มแรงจูงใจให้เฟดชะลอการลดดอกเบี้ย ส่วน PPI สิ่งที่ต้องจับตาคือแรงกดดันด้านต้นทุนเริ่มกลับมาหรือไม่ หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด จะบ่งบอกว่าเงินเฟ้อยังคุมได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้เฟดลังเลที่จะลดดอกเบี้ย แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด ก็จะสนับสนุนมุมมองว่าเงินเฟ้อกำลังเย็นลงและเสริมเหตุผลในการผ่อนคลาย สิ่งที่ทำให้ข้อมูลวันนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ คือผลต่อการตัดสินใจของเฟดในการประชุมเดือนธันวาคม ขณะนี้ตลาดประเมินว่ามีโอกาสประมาณ 80% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย หากยอดค้าปลีกและ PPI ออกมาอ่อนแรงทั้งคู่ ก็จะตอกย้ำเหตุผลในการลดดอกเบี้ยและอาจเพิ่มโอกาสที่เฟดจะเดินหน้าตามนั้นในเดือนธันวาคม แต่หากการใช้จ่ายยังแข็งแกร่งและต้นทุนผู้ผลิตเพิ่มขึ้น เฟดอาจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนผ่อนคลาย ซึ่งอาจทำให้การลดดอกเบี้ยล่าช้าหรือมีขนาดเล็กลง พูดโดยสรุป รายงานทั้งสองชุดนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขประจำวัน แต่จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกำหนดมุมมองของเฟดต่อแรงส่งเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อ หากผู้บริโภคยังแข็งแกร่งในขณะที่ต้นทุนอยู่ในระดับนิ่ง เฟดอาจมั่นใจมากขึ้นในการลดดอกเบี้ย แต่ถ้าผู้บริโภคอ่อนแรงและเงินเฟ้อเร่งตัว เฟดอาจเลือกชะลอ ตลาดและนักวิเคราะห์จะจับตา “สัญญาณระหว่างบรรทัด” จากตัวเลขเหล่านี้เพื่อประเมินเส้นทางสู่การประชุมเดือนธันวาคมว่าจะไปทางใด บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568
Nov 24, 2025

ดัชนีบรรยากาศธุรกิจ Ifo สะท้อนความเชื่อมั่นแบบระมัดระวัง ขณะที่นักลงทุนรอตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ด้วยปฏิทินเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเงียบในวันนี้ ความสนใจจึงมุ่งไปที่รายงาน Ifo Business Climate ล่าสุดของเยอรมนี เมื่อไม่มีตัวเลขสำคัญอื่นมาเบียดความสนใจ การสำรวจฉบับนี้จึงยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนมุมมองภาคธุรกิจของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปได้ชัดเจนที่สุด นักลงทุนจึงใช้ข้อมูลนี้เป็นเข็มทิศหลักของทิศทางตลาด ระหว่างรอตัวเลขใหญ่ปลายสัปดาห์ ดัชนี Ifo เคลื่อนไหวในกรอบแคบและทรงตัวตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของ ycharts.com ดัชนีอยู่ในระดับ แปดสิบกลาง เมื่อปีที่แล้ว และค่อย ๆ ขยับขึ้นมาใน แปดสิบปลาย ขณะที่บริษัทต่าง ๆ ปรับตัวรับกับการส่งออกที่อ่อนแรง อุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัว และต้นทุนที่สูงขึ้น รายงานเดือนตุลาคมอยู่ที่ 88.4 หลังจากลดลงในเดือนกันยายน และสถาบัน Ifo ระบุผ่าน ifo.de ว่าบริษัทต่าง ๆ มีมุมมองเชิงบวกขึ้นเล็กน้อยต่อช่วงเดือนข้างหน้า แม้จะยังรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบันยังคงท้าทาย แนวโน้มที่ค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวอาจไม่ได้แข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่สะดุดลง ภายใต้บริบทดังกล่าว คาดว่าตัวเลข Ifo วันนี้จะออกมาใกล้ค่าเฉลี่ยล่าสุด หากความเชื่อมั่นทรงตัว ดัชนีอาจอยู่ในช่วง แปดสิบปลาย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าบริษัทต่าง ๆ เชื่อว่าสถานการณ์อาจค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากตัวเลขอ่อนลง จะหมายถึงความเชื่อมั่นที่ถดถอยอีกครั้ง และสะท้อนว่าภาคธุรกิจยังมองไม่เห็นความคืบหน้าที่ชัดเจน แม้วันนี้ Ifo จะเป็นจุดสนใจหลัก แต่ตลาดกำลังเตรียมรับสัปดาห์ที่มีเหตุการณ์สำคัญมากกว่า ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธันวาคมปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจาก ประธานเฟดนิวยอร์ก วิลเลียมส์ ระบุว่าเห็น “พื้นที่” สำหรับการลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ความคาดหวังที่เคยลดลงไปต่ำกว่า 30% เมื่อสัปดาห์ก่อน กระโดดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหลังถ้อยแถลง อย่างไรก็ดี นักลงทุนจำนวนมากยังเชื่อว่าปัจจัยชี้ขาดจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจด้านแรงงานของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ทั้งยอดขายปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต ราคาบ้าน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ Conference Board ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อการกำหนดแนวโน้ม ส่วนตัวเลขรองอย่างประมาณการการจ้างงานรายสัปดาห์ของ ADP และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน น่าจะไม่สร้างความผันผวนมากนัก โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันพฤหัสบดีเนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า ในยุโรป ตลาดจะจับตา งบประมาณสหราชอาณาจักร วันที่ 26 พฤศจิกายน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รีฟส์ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการรัดเข็มขัดทางการคลังโดยไม่ทำให้ฐานเสียงไม่พอใจ หรือเปิดช่องให้พรรค Reform UK ได้แรงหนุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ในเอเชีย ญี่ปุ่นจะประกาศเงินเฟ้อผู้บริโภคของโตเกียว ซึ่งอาจชะลอลง พร้อมกับตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนตุลาคมครั้งแรกที่คาดว่าหดตัวอีกครั้ง ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนยังคงสูง และผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนอาจยังไม่จบลงง่าย ๆ การประชุมธนาคารกลางสำคัญเพียงครั้งเดียวในสัปดาห์นี้มาจาก ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ซึ่งได้ปรับลดดอกเบี้ยหลายครั้งในปีนี้ รวมถึงการลดครั้งใหญ่ 0.50% เมื่อเดือนที่แล้ว และอีกสามครั้งก่อนหน้านั้น การลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งละ 0.25% ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.5% และมีแนวโน้มว่าการลดลงอีก 0.25% จะเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด ขณะที่ธนาคารเข้าใกล้ระดับดอกเบี้ยสุดท้ายในกรอบราว 2% บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568
Nov 20, 2025

ตลาดจับตาเฟดหลังเผยบันทึกการประชุม ขณะที่นักลงทุนรอรายงานการจ้างงานคืนนี้ เช้าวันนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) เผยแพร่บันทึกการประชุมเดือนตุลาคม ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดของคณะกรรมการ หลังจากที่ได้ปรับลดช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25 จุดเป็น 3.75–4% บันทึกดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวในระดับปานกลาง โดยการจ้างงานเริ่มชะลอตัว และอัตราการว่างงานปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงเล็กน้อย แม้ว่ามาตรวัดความคาดหวังระยะยาวจะยังมั่นคง สะท้อนความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะกลับสู่เป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของเฟดในที่สุด ผู้เข้าร่วมประชุมชี้ว่า ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในทางลบเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อในทางบวกปรับตัวลดลงหรือคงที่ สมาชิกหลายคนสนับสนุนการปรับลดอัตราเพียงเล็กน้อย เนื่องจากความเสี่ยงด้านการจ้างงานที่สูง ขณะที่บางคนต้องการให้คงอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะเห็นหลักฐานชัดเจนว่าเงินเฟ้อเริ่มขยับเข้าสู่เป้าหมาย บันทึกยังเน้นย้ำว่า นโยบายการเงินไม่ได้กำหนดไว้ตายตัว และจะยังคงขึ้นอยู่กับข้อมูลใหม่ ๆ สภาพการเงิน และพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ด้านนโยบายงบดุล เฟดยืนยันว่าการลดขนาดสินทรัพย์ (runoff) จะสิ้นสุดในวันที่ 1 ธันวาคม การนำเงินต้นที่ได้รับกลับมาลงทุนใหม่จะมุ่งไปที่ตั๋วเงินคลัง (Treasury bills) เพื่อให้มีความยืดหยุ่นรองรับความต้องการสำรองในอนาคตและรักษาเสถียรภาพในตลาดเงิน สมาชิกคณะกรรมการเน้นย้ำว่าการรักษาสำรองเงินที่เพียงพอเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายและทำให้ตลาด Treasury และตลาดรีโป (repo) ทำงานได้ราบรื่น ความสนใจในตอนนี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานเดือนกันยายนซึ่งล่าช้าไปเนื่องจากการปิดทำการของรัฐบาล นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยและอัตราการว่างงานปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย สะท้อนตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนตัวแต่ยังคงแข็งแกร่ง ข้อมูลจากภาคเอกชนชี้ว่าการจ้างงานชะลอตัว โดยบางรายงานระบุการสูญเสียตำแหน่งงานและแผนการจ้างงานของบริษัทที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ รายงานนี้ถือเป็นภาพรวมสถานการณ์แรงงานที่ทันสมัยที่สุดในรอบหลายเดือน ให้ข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย หากตัวเลขสอดคล้องกับความคาดหมาย จะยืนยันถึงการอ่อนตัวของตลาดแรงงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่บ่งชี้ถึงภาวะชะลอตัวรุนแรง ขณะที่ตัวเลขที่อ่อนแอกว่าคาดอาจสนับสนุนท่าทีระมัดระวังของเฟดและเพิ่มการคาดการณ์ว่าจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขที่แข็งแกร่งกว่าคาดอาจหนุนดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ตลาดประเมินโอกาสการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมใหม่ เนื่องจากรายงานการจ้างงานเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนก็ล่าช้าเช่นกัน ข้อมูลคืนนี้จะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดล่าสุดไม่กี่รายการก่อนการประชุมเฟดในเดือนธันวาคม ผู้เข้าร่วมตลาดจะติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด ใช้วิเคราะห์ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน แรงกดดันเงินเฟ้อ และช่วงเวลาที่อาจปรับนโยบาย แม้เศรษฐกิจยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงและการเติบโตในระดับปานกลาง บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568
Nov 19, 2025

เงินเฟ้อสหราชอาณาจักรคาดว่าจะชะลอลงสู่ 3.5% ในเดือนตุลาคม มีแนวโน้มทำให้แบงก์ออฟอิงแลนด์คงนโยบายเดิม สหราชอาณาจักรกำลังเตรียมรับรายงานเงินเฟ้อฉบับสำคัญอีกครั้งในวันนี้ โดยตลาดกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าแรงกดดันด้านราคาจะเริ่มผ่อนคลายลงหรือยัง หลังจากยืนระดับสูงมาหลายเดือน ตลอดปีที่ผ่านมาเงินเฟ้อปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุด แต่ก็ยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน ตัวเลขล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อทั่วไปในรอบปีทรงตัวที่ 3.8% ในเดือนกันยายน เหมือนกับเดือนสิงหาคม แม้จะลดลงมากจากระดับสูงสุดกว่า 11% ในปี 2022 แต่ก็ยังสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของแบงก์ออฟอิงแลนด์อยู่มาก เนื่องจากเงินเฟ้อแทบไม่ขยับเมื่อเดือนที่แล้ว ประกอบกับราคาพลังงานและอาหารมีสัญญาณเริ่มลดลง นักเศรษฐศาสตร์จึงคาดว่าข้อมูลเดือนตุลาคมที่จะรายงานในวันนี้อาจออกมาต่ำลงเล็กน้อย ราว 3.5% หากตัวเลขออกมาตามคาด จะสะท้อนว่าเงินเฟ้อกำลังมุ่งลงในทิศทางที่ถูกต้อง แม้จะค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมาวันนี้มีความสำคัญ เพราะจะมีผลต่อการตัดสินใจครั้งต่อไปของแบงก์ออฟอิงแลนด์ หากตัวเลขออกมาตามคาด ก็จะส่งสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัว แต่ยังไม่เร็วพอที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน แม้เงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.5% ก็ยังสูงกว่าเป้าหมายอย่างมาก ซึ่งหมายความว่าธนาคารกลางไม่น่าจะพิจารณาลดดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ผู้กำหนดนโยบายจึงอาจเลือก "รอดูต่อ" เพื่อรอให้เห็นแนวโน้มขาลงที่ชัดเจนมากขึ้นก่อน อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขเงินเฟ้อต่ำกว่าคาดมาก อาจทำให้ตลาดคาดหวังการลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น แต่ถ้าสูงกว่าคาด ก็อาจบีบให้ธนาคารกลางต้องมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น แต่ถ้าตัวเลขออกมาตรงตามที่ตลาดคาด ก็จะอยู่ในโทน “ระมัดระวัง” คือยืนยันว่าเงินเฟ้อไม่เลวร้ายลง แต่ก็ยังย้ำว่างานในการกดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้ายังไม่จบ ด้านออสเตรเลีย ตัวเลขค่าจ้างล่าสุดในเดือนกันยายน 2025 ให้ภาพที่ดีเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงาน ค่าจ้างโดยรวมปรับขึ้น 0.8% ในไตรมาสนี้ เท่ากับไตรมาสก่อน ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างรายปีทรงตัวที่ 3.4% ลดลงเล็กน้อยจาก 3.5% เมื่อปีก่อน ประมาณ 44% ของตำแหน่งงานมีการปรับค่าจ้าง ซึ่งแทบไม่ต่างจาก 45% เมื่อปีก่อน แม้อัตราการปรับค่าจ้างต่อชั่วโมงเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยจาก 3.7% เหลือ 3.5% ภาคเอกชนค่าจ้างเพิ่มขึ้น 0.7% ในไตรมาส และ 3.2% รายปี ลดลงจาก 3.5% ก่อนหน้า ส่วนภาครัฐเพิ่มขึ้น 0.9% ในไตรมาส และ 3.8% รายปี สูงขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าค่าจ้างยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ไม่เร่งตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เมื่อค่าจ้างเติบโตในระดับพอดี โอกาสที่ต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้าจะถูกดันให้สูงขึ้นก็ลดลง ความนิ่งของทั้งสัดส่วนงานที่ปรับค่าจ้างและขนาดการปรับค่าจ้าง สะท้อนว่าตลาดแรงงานกำลังค่อย ๆ เย็นลงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว ผู้กำหนดนโยบายจึงมีความมั่นใจมากขึ้นว่าเงินเฟ้อจะสามารถชะลอลงต่อได้ โดยไม่สร้างความเสียหายต่อการจ้างงาน สนับสนุนการปรับนโยบายการเงินแบบระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไป บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568
Nov 18, 2025

รายงานการประชุม RBA แสดงแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงสูง ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ภาษีศุลกากรกำลังนำการผลิตเซมิคอนดักเตอร์กลับมาสหรัฐฯ และเขามีแผนจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 1% หรือต่ำกว่านี้เล็กน้อย ทรัมป์ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ เคย “พลาดโง่ๆ” ในตลาดชิปให้ไต้หวัน และคาดว่าผลตอบแทนจากภาษีจะถูกจ่ายให้ชาวอเมริกันภายในกลางปี 2026 แม้ว่าคำกล่าวเหล่านี้ ดัชนี DXY จะปรับตัวเพียงเล็กน้อย แสดงว่าตลาดอาจคาดการณ์ผลกระทบแล้ว หรือกำลังรอการดำเนินนโยบายที่ชัดเจน ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 3-4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ธนาคารตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.60% โดยมองว่านโยบายการเงินยังคงมีความเข้มงวดเล็กน้อย แม้ว่าสภาพการเงินจะผ่อนคลายขึ้นหลังจากที่เคยลดดอกเบี้ยก่อนหน้านี้ สมาชิกคณะกรรมการระบุว่าการลดดอกเบี้ยช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม ส่งผลให้ราคาบ้านและสินเชื่อเพิ่มขึ้น และสนับสนุนการเติบโตของหนี้ธุรกิจ แม้ว่ายอดชำระเงินกู้บ้านตามกำหนดยังคงสูงกว่าระดับประวัติศาสตร์สำหรับหลายครัวเรือน ส่วนเบี้ยความเสี่ยงในตลาดการเงินต่ำและเงินทุนยังหาได้ง่าย ทำให้คณะกรรมการเห็นว่าสภาพการเงินอาจไม่เข้มงวดเท่าปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสกันยายนสูงกว่าคาด โดยทั้งเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3% ขึ้นไป แม้ว่าบางปัจจัยเป็นเรื่องชั่วคราว แต่คณะกรรมการเห็นว่าแรงกดดันด้านราคายังแข็งแกร่งในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนภายในประเทศ เช่น การก่อสร้างบ้านใหม่และบริการในตลาด แสดงว่าเงินเฟ้อพื้นฐานอาจยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ RBA คาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังคงสูงกว่า 3% จนถึงครึ่งหลังของปี 2026 และจะกลับมาอยู่เหนือจุดกึ่งกลางของกรอบเป้าหมายเพียงเล็กน้อยในปี 2027 สภาพตลาดแรงงานยังคงอ่อนตัวต่อเนื่อง อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และอัตราการเข้าร่วมแรงงานลดลงเล็กน้อย แม้จะมีดัชนีบางอย่างชี้ว่ายังคงมีความตึงตัว เช่น อัตราว่างงานต่ำและบริษัทรายงานข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต อัตราการว่างงานคาดว่าจะอยู่ใกล้ 4.5% ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจคาดว่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัว ขับเคลื่อนโดยรายได้ที่แท้จริงปรับตัวดีขึ้น การลดภาษี และผลลัพธ์ล่าช้าจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินก่อนหน้า ขณะที่การเติบโตทั่วโลกคาดว่าจะชะลอตัวเพียงเล็กน้อย จากรายงานการประชุม RBA คาดว่าธนาคารจะคงอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้และรักษานโยบายแบบรอบคอบ ขึ้นอยู่กับข้อมูล คณะกรรมการระบุว่าสามารถอดทนได้ในขณะที่ประเมินความสามารถสำรอง แรงผลักดันของเงินเฟ้อ และระดับความเข้มงวดของนโยบาย การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมยังเป็นไปได้ หากตลาดแรงงานอ่อนตัวกว่าคาด หรือการใช้จ่ายของครัวเรือนชะลอตัวและมีความสามารถสำรองสูง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อยืดเยื้อ ผลผลิตอ่อนแอ หรือความต้องการฟื้นตัวแรง RBA อาจชะลอการลดดอกเบี้ยและคงอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้โดยรวม รายงานการประชุมแสดงแนวโน้ม “คงอัตราดอกเบี้ย” กิจกรรมการซื้อขายอาจยังคงเบาบางในวันนี้และวันพรุ่งนี้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ อย่างไรก็ตาม ความสนใจในตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ เมื่อสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อมูลที่พลาดไปจากการปิดรัฐบาล ซึ่งอาจให้ทิศทางใหม่แก่ตลาดเงิน บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568
Nov 17, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อของแคนาดาคาดว่าจะชะลอตัวอีกครั้ง แต่แรงกดดันหลักอาจทำให้ธนาคารแห่งแคนาดายังระมัดระวัง ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของแคนาดาที่จะประกาศคืนนี้คาดว่าจะชี้ให้เห็นการเติบโตของราคาที่ชะลอตัวลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่า ธนาคารแห่งแคนาดากำลังบรรลุความก้าวหน้าในการต่อสู้เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย กำไรของราคาสินค้าโดยรวมในเดือนตุลาคมคาดว่าจะลดลง โดยได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันเบนซินลดลงอย่างมากในเดือนนี้และคาดว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคชะลอตัว แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อหลักจะคาดว่าจะชะลอตัวลง แต่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ใกล้ขอบบนของช่วงเป้าหมาย 1–3% ของธนาคารกลาง ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาที่แท้จริงยังไม่ได้คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ อัตราเงินเฟ้อโดยรวมปีนี้อยู่ที่ระดับ 3.6% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2–4% ที่บันทึกตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน ธนาคารแห่งแคนาดาได้เน้นย้ำหลายครั้งว่ากำลังให้ความสำคัญกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมากกว่าตัวเลขโดยรวม และแม้ว่ามาตรการพื้นฐานจะอยู่เหนือ 3% เล็กน้อย เจ้าหน้าที่ได้แนะนำว่าแรงกดดันที่แท้จริงเริ่มลดลงใกล้ 2.5% หากการประกาศคืนนี้แสดงให้เห็นความมั่นคงหรือการปรับตัวดีขึ้นของอัตราเงินเฟ้อหลัก อาจทำให้มุมมองที่ว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวเข้ากับเป้าหมายของธนาคารกลางมีความแข็งแกร่งขึ้น นักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) โดยรวม จะลดลงเหลือประมาณ 2.1% ต่อปี แรงกดดันจากราคาพลังงานมีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยหลักในการเคลื่อนไหวรายเดือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาหารคาดว่าจะยังใกล้เคียงกับเดือนก่อน มาตรการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะมีความคืบหน้าน้อยกว่า การเติบโตของราคาที่ไม่รวมอาหารและพลังงานคาดว่าจะอยู่ใกล้ 2–4% โดยมาตรการที่ธนาคารแห่งแคนาดาชื่นชอบ เช่น CPI-trim และ CPI-median มีแนวโน้มอยู่ใกล้ 3% ซึ่งระดับนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความมั่นคงของราคา แต่สะท้อนถึงการชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่เข้มข้นในปีก่อนหน้า การประกาศอัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้นก่อนชุดข้อมูลสำคัญของแคนาดาในสัปดาห์หน้า ซึ่งรวมถึงการอัปเดตเกี่ยวกับการใช้จ่ายครัวเรือน กิจกรรมตลาดที่อยู่อาศัย และยอดขายปลีก Statistics Canada ได้สัญญาณแล้วว่าการใช้จ่ายปลีกน่าจะหดตัวในเดือนกันยายน กลับทิศทางจากกำไรในเดือนสิงหาคม แม้กระนั้น กิจกรรมผู้บริโภคในไตรมาสที่สามยังคงมีโมเมนตัมเชิงบวกเล็กน้อย สนับสนุนโดยดัชนีการใช้จ่ายบัตรเครดิตที่แสดงว่าครัวเรือนระมัดระวังแต่ยังคงใช้จ่าย ดอลลาร์แคนาดาอาจมีความผันผวนหลังจากการประกาศข้อมูล หากอัตราเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าที่คาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตัวเลขเงินเฟ้อหลักแสดงให้เห็นการชะลอตัวอย่างชัดเจน ตลาดอาจเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งแคนาดาอาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าปี 2025 ในกรณีนี้ ค่าเงินอาจอ่อนค่าลงเมื่อความคาดหวังการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและส่วนต่างผลตอบแทนเคลื่อนไหวไปในทางที่ไม่เอื้ออำนวยต่อดอลลาร์แคนาดา อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อกลับมาสูงกว่าคาด โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อหลัก ตลาดอาจปรับลดความคาดหวังการผ่อนคลายนโยบาย สิ่งนี้อาจสนับสนุนให้ ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ว่าการประกาศคืนนี้จะเปลี่ยนท่าทีการนโยบายของธนาคารแห่งแคนาดาหรือไม่ยังไม่แน่นอน แม้ว่าการพิมพ์ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลงจะเป็นที่ต้อนรับ แต่ผู้กำหนดนโยบายได้สัญญาณแล้วว่าพวกเขาต้องการความก้าวหน้าที่ชัดเจนและต่อเนื่องไปสู่เป้าหมาย 2% ก่อนพิจารณาลดดอกเบี้ย การปรับตัวดีขึ้นเพียงเดือนเดียว โดยเฉพาะหากส่วนใหญ่เกิดจากส่วนประกอบที่มีความผันผวน เช่น พลังงาน อาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนโทนของแถลงนโยบายการเงินครั้งถัดไป อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ต่อเนื่องว่าตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังเข้าใกล้ 2.5% อาจช่วยเสริมความมั่นใจว่า กระบวนการลดอัตราเงินเฟ้อยังดำเนินไปได้ดี ทำให้ธนาคารสามารถใช้แนวทางการสื่อสารที่สมดุลหรือไม่เข้มงวดเกินไปได้ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568
Nov 14, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ การฟื้นตัวที่เปราะบาง : เฟดเตือนความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่วอชิงตันกลับมาเปิดทำการหลังภาวะชัตดาวน์ครั้งประวัติศาสตร์ เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ส่งถ้อยแถลงที่ระมัดระวังและมีความเห็นแตกแยกเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเน้นถึงความท้าทายที่เศรษฐกิจสหรัฐต้องเผชิญ ขณะที่เงินเฟ้อยังคงดื้อรั้นและตลาดแรงงานเริ่มแสดงสัญญาณการอ่อนตัวเบื้องต้น Hammack เจ้าหน้าที่เฟด เตือนว่าเงินเฟ้อยังสูงเกินไปและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าภาษีนำเข้าจะดันราคาสูงขึ้นไปจนถึงต้นปีหน้า ก่อนจะลดลงในครึ่งหลังของปี แม้เขาจะบรรยายตลาดแรงงานว่าโดยรวมสมดุล แต่ก็ยอมรับว่าสภาพงานที่อ่อนตัวเริ่มท้าทายเป้าหมายการจ้างงานของเฟด Hammack เพิ่มเติมว่านโยบายการเงินอาจแทบไม่ได้เข้มงวด แสดงให้เห็นว่าภาวะการเงินผ่อนคลายเกินไปที่จะลดเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ Musalem เจ้าหน้าที่เฟด สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของข้อมูลและพฤติกรรมการจ้างงาน โดยกล่าวว่าธุรกิจกำลังชะลอตัวเพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ชัดเจน เขาเน้นว่าแม้ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังสูง เศรษฐกิจโดยรวมยังคงยืดหยุ่น Musalem คาดว่าจะมีความอ่อนแรงในไตรมาส 4 ตามด้วยการฟื้นตัวต้นปีหน้า โดยได้รับการสนับสนุนจากภาวะการเงินที่เอื้ออำนวยและการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าฟีดต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะมีพื้นที่เล็กน้อยที่จะผ่อนคลายต่อไปโดยไม่เสี่ยงเกินความเหมาะสม เขาสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อนหน้าเพื่อปกป้องตลาดแรงงาน แต่กล่าวว่านโยบายตอนนี้ใกล้กับระดับเป็นกลางแล้ว Kashkari เจ้าหน้าที่เฟด ยืนยันว่าเงินเฟ้อที่ระดับ 3% ยังสูงเกินไป และชี้ถึงสัญญาณที่ผสมกันทั่วเศรษฐกิจ บางภาคส่วนของตลาดแรงงานดูเหมือนจะถูกกดดัน ทำให้ความไม่แน่นอนของภาพรวมเศรษฐกิจยังคงสูง Brainard อดีตรองประธานเฟด เพิ่มว่ามีรอยร้าวเกิดขึ้นใต้พื้นผิว ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบที่ไม่เท่ากันของ AI ต่อผลผลิตและการจ้างงาน เธอกล่าวว่าเธอจะสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม เพราะเธอเห็นความเสี่ยงจากเศรษฐกิจชะลอตัวที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานมากกว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากภาษีนำเข้า เธอเห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่คนอื่นที่คาดว่าผลกระทบจากภาษีจะค่อย ๆ หมดไปในปลายปีหน้า แม้เธอจะกล่าวว่าผู้กำหนดนโยบายยังอยู่ในตำแหน่งที่ยากลำบาก เพราะเงินเฟ้อชะลอตัวแต่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย คำเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นควบคู่กับเหตุการณ์ระดับชาติที่กว้างขึ้น ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในกฎหมายเพื่อยุติชัตดาวน์รัฐบาล 43 วัน ซึ่งยาวที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ ข้อตกลงดังกล่าวทำให้หน่วยงานรัฐบาลกลับมาเปิดทำการ ฟื้นตำแหน่งพนักงานที่ถูกระงับ และจ่ายค่าจ้างย้อนหลังให้พนักงานหลายแสนคนที่ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน แม้ทรัมป์จะกล่าวโทษพรรคเดโมแครตว่าทำให้เกิดความเสียหายทางการเงินครั้งใหญ่ แต่สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจว่าประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ต่ำกว่าที่ทรัมป์กล่าวไว้มาก การชัตดาวน์ครั้งนี้สะท้อนความแตกแยกทางการเมืองที่ยังคงอยู่ และเพิ่มความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับเงินเฟ้อ ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลง และความเชื่อมั่นธุรกิจที่ผันผวน เมื่อพิจารณารวมกัน สัญญาณเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่าถึงแม้เงินเฟ้อยังคงดื้อรั้น แต่ความเสี่ยงล่วงหน้าเอนเอียงไปทางสภาพแรงงานที่อ่อนตัวและความระมัดระวังของธุรกิจ ข้อความจากเฟดสะท้อนถึงความตึงเครียดนี้ ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายพยายามทรงตัวระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับความจำเป็นในการป้องกันการชะลอตัวลึกของเศรษฐกิจ เนื่องจากวันนี้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจที่มีผลกระทบสูง ดอลลาร์สหรัฐจึงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวโดยปราศจากตัวกระตุ้นที่แข็งแกร่ง และอาจอยู่ในกรอบแนวรับ-แนวต้าน ขณะที่ตลาดยังย่อยถ้อยแถลงของเฟดและบริบททางการเมืองโดยรวม บรรยากาศโดยรวมโน้มไปทาง “ผ่อนคลายเล็กน้อย” จากความกังวลที่เพิ่มขึ้นในตลาดแรงงาน และความคาดหมายว่าผลกระทบจากภาษีจะลดลงปลายปีหน้า ซึ่งอาจจำกัดแรงขับของดอลลาร์ในระยะสั้น บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568
Nov 13, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ ออสเตรเลียทรงตัว ขณะที่สหราชอาณาจักรอ่อนแอลง หลังความเสี่ยงด้านการเติบโตเพิ่มขึ้น ตลาดแรงงานของออสเตรเลียแสดงให้เห็นถึง ความยืดหยุ่นที่มั่นคง ในเดือนตุลาคม 2568 โดยอัตราการว่างงานคงที่อยู่ที่ 4.4% และอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 6% การจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 14.6 ล้านตำแหน่ง โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ตำแหน่งจากเดือนกันยายน ขณะที่อัตราการว่างงานแฝง (Underemployment rate) ยังคงอยู่ที่ 5.8% อัตราส่วนการจ้างงานต่อประชากรยังคงอยู่ที่ 64% และชั่วโมงการทำงานรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.99 พันล้านชั่วโมง เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่า การจ้างงานยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีผู้คนเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นก็ตาม อัตราการว่างงานที่ทรงตัวแสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังดูดซับอุปทานแรงงานที่เพิ่มขึ้นโดยไม่มีสัญญาณของความอ่อนแอ ชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มขึ้นยังชี้ไปที่อุปสงค์แรงงานที่มั่นคง แม้ว่าอัตราการเติบโตจะชะลอตัวลง สำหรับธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ข้อมูลนี้สนับสนุนให้มีท่าทีที่ระมัดระวัง เนื่องจากตลาดงานยังคงตึงตัวและไม่มีสัญญาณการเสื่อมถอยที่ชัดเจน RBA จึงไม่น่าจะรีบร้อนลดอัตราดอกเบี้ย ความมั่นคงนี้มักจะ เป็นผลดีต่อดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) เนื่องจากส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังคงรับมือกับการตั้งค่าด้านนโยบายในปัจจุบันได้ ในขณะเดียวกัน ในสหราชอาณาจักร จุดสนใจเปลี่ยนไปที่การเปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาสที่สาม และรายละเอียดประกอบ GDP รายเดือนหดตัว 0.1% ในเดือนกรกฎาคม และเติบโต 0.1% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ GDP เดือนกันยายนคาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง ค่าประมาณกลาง (Median Estimate) ของ Bloomberg ชี้ไปที่การเติบโตรายไตรมาสที่ 0.2% อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวในไตรมาส 3 แม้ว่าความเสี่ยงจะยังคงเอียงไปด้านลบ ดัชนี PMI รวมในเดือนกันยายนลดลงอย่างรวดเร็วจาก 53.5 เหลือ 50.1 ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำที่สุดในปีนี้ บ่งชี้ถึง โมเมนตัมที่อ่อนแอลง ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ งบประมาณฤดูใบไม้ร่วงที่จะประกาศในวันที่ 26 พฤศจิกายน ก็เพิ่มความไม่แน่นอนเช่นกัน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการรัดเข็มขัดทางการคลังหรือมาตรการภาษีใหม่ยังคงถ่วงน้ำหนักเงินปอนด์ โดยรวมแล้ว ในขณะที่ข้อมูลแรงงานที่มั่นคงของออสเตรเลียสนับสนุน แนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับ AUD การเติบโตที่ซบเซาของสหราชอาณาจักรและความกังวลที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณกำลังสร้างแรงกดดันต่อเงินปอนด์ ซึ่งเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความยืดหยุ่นของออสเตรเลียกับภูมิหลังทางเศรษฐกิจที่เปราะบางของสหราชอาณาจักร บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวันโดย ประจำวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวันโดย ประจำวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568
Nov 12, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ ดอลลาร์สหรัฐฯ ทรงตัว ขณะที่ตลาดมุ่งเน้นไปที่พัฒนาการทางการเมือง ท่ามกลางปฏิทินเศรษฐกิจที่เบาบาง เมื่อวานนี้ ดอลลาร์สหรัฐฯ มีการซื้อขายในทิศทางที่ อ่อนค่าลง เนื่องจากขาดพัฒนาการใหม่ ๆ และมีการปรับฐานทางเทคนิค ตัวบ่งชี้ตลาดแรงงานล่าสุดชี้ไปที่ ตลาดงานที่เริ่มชะลอตัวลง กระตุ้นให้นักลงทุนเพิ่มการเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในเดือนธันวาคม ตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงโดยทั่วไปจะลดความเร่งด่วนที่เฟดจะต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูง ซึ่งจะลดความได้เปรียบด้านผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่กำหนดราคาเป็นดอลลาร์ และสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินนี้ เนื่องจากวันนี้ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ กำหนดไว้ เทรดเดอร์จึงเปลี่ยนความสนใจทั้งหมดไปยังพัฒนาการทางการเมืองในวอชิงตัน คาดว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีการลงคะแนนเสียงร่างกฎหมายประนีประนอมที่วุฒิสภาอนุมัติ ซึ่งอาจนำมาซึ่งการสิ้นสุดของการปิดทำการของรัฐบาลบางส่วน อย่างไรก็ตาม การกลับมาเปิดทำการอาจ ล่าช้าเกินไป สำหรับการเปิดเผยรายงานเศรษฐกิจสำคัญที่กำหนดไว้ในสัปดาห์นี้ รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI), และยอดค้าปลีกประจำเดือนตุลาคม การขาดหายไปของการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักลงทุนขาดแนวทางเศรษฐกิจมหภาคใหม่ ๆ ส่งผลให้กิจกรรมในตลาดซบเซา และทิศทางของดอลลาร์ถูกจำกัด การผ่านร่างกฎหมายจัดหาเงินทุนที่ประสบความสำเร็จสามารถบรรเทาความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ก็อาจลดเสน่ห์ของดอลลาร์ในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) ลงได้ ในทางกลับกัน ความล่าช้าหรือความตึงเครียดทางการคลังที่กลับมาใหม่ อาจหนุนดอลลาร์ได้ชั่วคราว จากมุมมองที่กว้างขึ้น ประสิทธิภาพของดอลลาร์ยังคงมีความ ยืดหยุ่น แม้จะมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนเหล่านี้ ตั้งแต่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปีที่บันทึกไว้เมื่อวันที่ 17 กันยายน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปี ดัชนีดอลลาร์ได้ปรับตัวขึ้นประมาณ 4.3% โดยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ 100.35 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดอลลาร์ได้ทดสอบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200 EMA) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ซึ่งส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในความเชื่อมั่นของตลาด อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมดูเหมือนจะจางหายไป เนื่องจากเทรดเดอร์กำลังรอความชัดเจนทั้งในด้านนโยบายการเงินและด้านการเมือง แม้ว่าดอลลาร์จะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในบางช่วงขณะที่นักลงทุนรอข้อมูลเศรษฐกิจใหม่และความเห็นจากธนาคารกลาง เงินเยน กลับร่วงลงสู่ระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากความเชื่อมั่นในเชิงบวกเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความคืบหน้าในการยุติการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ความต้องการความเสี่ยงที่ปรับตัวดีขึ้นได้ลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม รวมถึงดอลลาร์ แม้ว่าการเคลื่อนไหวของดอลลาร์จะยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับคู่สกุลเงินหลักส่วนใหญ่ สกุลเงินตลาดเกิดใหม่แสดงปฏิกิริยาที่หลากหลายต่อประสิทธิภาพของดอลลาร์ รูปีอินเดีย ทรงตัวเนื่องจากธนาคารที่ดำเนินการโดยรัฐเข้าแทรกแซงเพื่อขายดอลลาร์และควบคุมความผันผวน ขณะที่ เงินปอนด์อังกฤษ ปรับตัวขึ้นเนื่องจากเทรดเดอร์ยินดีกับเสถียรภาพในนโยบายการเงินของสหราชอาณาจักรและการอ่อนค่าเล็กน้อยของดอลลาร์ การพัฒนาเหล่านี้เน้นย้ำว่าการเคลื่อนไหวของดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงในความคาดหวังนโยบายภายในประเทศมากกว่าความเชื่อมั่นความเสี่ยงทั่วโลกในวงกว้าง การวางตำแหน่งของนักลงทุนยังสนับสนุนแนวคิดเรื่องความผันผวนที่จำกัดในระยะใกล้ ความคาดหวังสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดอลลาร์ได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด ซึ่งบ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมตลาดที่มีการ รวมฐาน (Consolidation) มากกว่าการเคลื่อนไหวในทิศทางที่ชัดเจนและรุนแรง โดยรวมแล้ว แนวโน้มระยะสั้นสำหรับดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็น เป็นกลางถึงอ่อนค่าลงเล็กน้อย เว้นแต่ว่าการกลับมาเปิดทำการของรัฐบาลและการเปิดเผยข้อมูลในภายหลังจะให้หลักฐานใหม่เกี่ยวกับความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ดอลลาร์อาจยังคงซื้อขายแบบ เคลื่อนไหวในกรอบ (Sideways) หรือเผชิญกับแรงกดดันขาลงเล็กน้อย บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568
Nov 11, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ ดอลลาร์สหรัฐฯ ทรงตัว ท่ามกลางความเงียบของวันหยุดและการเดิมพันปรับลดดอกเบี้ยของเฟดที่เพิ่มขึ้น ดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบแคบเมื่อวานนี้ ขณะที่นักลงทุนพยายามสร้างสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นในเชิงบวกต่อความคืบหน้าที่เป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ กับความระมัดระวังเกี่ยวกับนโยบายถัดไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กิจกรรมในตลาดจะ ซบเซาอย่างเห็นได้ชัดในวันนี้ เช่นกัน เนื่องจากเป็น วันหยุดธนาคารของสหรัฐฯ เพื่อรำลึกถึงวันทหารผ่านศึก (Veterans Day) ซึ่งทำให้ปริมาณการซื้อขายลดลงและจำกัดความผันผวนในคู่สกุลเงินหลักต่าง ๆ ด้วยการปิดทำการของธนาคารและตลาดพันธบัตรหลักของสหรัฐฯ สภาพคล่องจะเบาบางกว่าปกติ และเทรดเดอร์จำนวนมากอาจเลือกที่จะอยู่ข้างสนาม การมีส่วนร่วมที่ลดลงมักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงราคาที่น้อยลง เนื่องจากมีธุรกรรมสถาบันขนาดใหญ่ไหลเข้าสู่ตลาดน้อยลง สภาพแวดล้อมการซื้อขายที่เงียบเหงาเช่นนี้อาจทำให้ดอลลาร์รักษาระดับโมเมนตัมทิศทางใด ๆ ได้ยาก แม้ว่าหัวข้อข่าวเกี่ยวกับการปิดทำการและนโยบายของเฟดจะยังคงหมุนเวียนอยู่ก็ตาม ปัจจัยนโยบายการเงินและความเสี่ยง ปัจจัยสำคัญที่กำหนดแนวโน้มของดอลลาร์คือ นโยบายการเงิน นักลงทุนกำลังเฝ้าติดตามท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมยังคงเพิ่มขึ้น สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าขณะนี้ตลาดซื้อขายล่วงหน้ากำลังกำหนดราคาโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ประมาณ 60% ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลว่าเฟดอาจเปลี่ยนไปสู่ท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น ท่ามกลางสัญญาณของการเติบโตที่ชะลอตัว สิ่งนี้ได้จำกัดศักยภาพขาขึ้นของดอลลาร์ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะลดความได้เปรียบด้านผลตอบแทนของสกุลเงิน สิ่งที่เพิ่มความไม่แน่นอนคือ การปิดทำการของรัฐบาลที่ดำเนินอยู่ได้ ชะลอการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อ หากไม่มีตัวเลขเหล่านี้ เทรดเดอร์ก็จะขาดภาพที่ชัดเจนของความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน หากมีความคืบหน้าในการยุติการปิดทำการ และข้อมูลเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึงให้การสนับสนุน ดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นและผลักดันดัชนีให้อยู่เหนือระดับ 100 ในทางกลับกัน ความไม่แน่นอนทางการคลังที่ยืดเยื้อ หรือสัญญาณ Dovish (ผ่อนคลาย) จากเฟด อาจสร้างแรงกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้สกุลเงินคู่แข่งฟื้นตัวได้ ตอนนี้ ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคง ทรงตัวแต่ถูกจำกัด สะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่อยู่ในโหมดหยุดพัก ขณะที่เทรดเดอร์กำลังรอความชัดเจนทางการเมืองและการกลับมาของกิจกรรมตลาดตามปกติหลังวันหยุดทหารผ่านศึก สถานการณ์เงินปอนด์และตลาดแรงงานอังกฤษ ในขณะเดียวกัน ในฝั่งยุโรป การอัปเดตตลาดแรงงานล่าสุดของสหราชอาณาจักรในวันนี้ ไม่คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในเดือนหน้า การคาดการณ์แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานกำลังชะลอตัว แต่ผู้กำหนดนโยบายจะมีข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้นเมื่อถึงเวลาประชุม ตลาด Swaps ในปัจจุบันกำหนดโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมไว้ที่มากกว่า 70% เล็กน้อย ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยพื้นฐานอยู่ที่ 3.7% เทรดเดอร์ยังมองว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุด (Terminal Rate) จะอยู่ที่ประมาณ 3.5% โดยมีโอกาสประมาณ 40% ที่อาจลดลงไปอีกที่ 3.2% ความคาดหวังนี้มีส่วนทำให้เงินปอนด์อังกฤษ อ่อนค่าลง โดยปริยาย ซึ่งช่วยให้ตำแหน่งของดอลลาร์ทรงตัวเมื่อเทียบกับเงินปอนด์ บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568
Nov 10, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ วอชิงตันใกล้บรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณ, ปักกิ่งยกเลิกการแบนส่งออก — สัญญาณความมั่นคงของโลกปรากฏขึ้น การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ (Government Shutdown) ซึ่งทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลกลางหยุดชะงักและชะลอการจ่ายเงินให้แก่พนักงานและรัฐต่าง ๆ ดูเหมือนจะ ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากที่กลุ่มวุฒิสมาชิกสายกลางของพรรคเดโมแครตตกลงที่จะสนับสนุนข้อตกลงการจัดสรรงบประมาณชั่วคราว ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปิดหน่วยงานของรัฐบาลที่สำคัญอีกครั้ง รับประกันการจ่ายค่าจ้างย้อนหลังสำหรับพนักงานรัฐบาลกลาง และขยายการจัดหาเงินทุนสำหรับบางหน่วยงานไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม ในขณะที่หน่วยงานอื่น ๆ จะได้รับการจัดสรรงบประมาณเต็มปี แม้ว่าความเชื่อมั่นในแง่บวกจะเพิ่มขึ้น แต่ร่างกฎหมายนี้ยังคงเผชิญกับความท้าทายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคเดโมแครตสายก้าวหน้าเชื่อว่าเป็นการยอมความมากเกินไป และพรรครีพับลิกันสายอนุรักษ์นิยมกำลังเรียกร้องแพ็กเกจการจัดหาเงินทุนระยะยาวที่ครอบคลุมไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน แม้จะมีความแตกแยกเหล่านี้ แต่ความคิดเห็นจากหัวหน้าเสียงข้างมากในวุฒิสภาอย่าง Thune และประธานาธิบดีทรัมป์ — ซึ่งทั้งคู่บ่งชี้ว่าข้อตกลง "ใกล้มาก" — ชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหานั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ในขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ประกาศ ระงับข้อจำกัดการส่งออก สำหรับวัสดุ "สองทาง" ที่สำคัญ เช่น แกลเลียม, เจอร์เมเนียม, พลวง และแร่หายาก รวมถึงส่วนประกอบแบตเตอรี่บางชนิด ไปจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2569 วัสดุเหล่านี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, พลังงานหมุนเวียน และการผลิตด้านกลาโหม การระงับการแบนและการผ่อนปรนการตรวจสอบการส่งออกแกรไฟต์ เป็นการส่งสัญญาณถึงความเต็มใจของปักกิ่งที่จะ บรรเทาความตึงเครียดทางการค้า กับสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากการตกลงร่วมกันก่อนหน้านี้ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อลดภาษีและระงับมาตรการทางการค้าใหม่เป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งบ่งชี้ถึงระยะความร่วมมือที่มากขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน สิ่งที่ช่วยเพิ่มความสงบให้กับตลาดคือ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ กำหนดไว้ในวันนี้ เมื่อไม่มีรายงานทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญ เทรดเดอร์จึงมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่พัฒนาการทางการเมืองและนโยบาย โดยเฉพาะความคืบหน้าของข้อตกลงด้านงบประมาณของสหรัฐฯ และการปรับนโยบายการค้าล่าสุดของจีน การรวมกันของพัฒนาการเหล่านี้ชี้ไปสู่ แนวโน้มขาขึ้นในความเชื่อมั่นของตลาด การคาดการณ์ว่าการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจสิ้นสุดลงในไม่ช้าช่วยลดความไม่แน่นอน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในสถาบันสาธารณะ และปรับปรุงแนวโน้มสำหรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ในอดีต ตลาดมักจะปรับตัวขึ้นเมื่อปัญหาทางการคลังและการเมืองได้รับการแก้ไข เนื่องจากนักลงทุนตีความว่าเป็นสัญญาณของการกลับมาของความมั่นคง ในเวลาเดียวกัน การตัดสินใจของจีนที่ ยกเลิกการแบนการส่งออกวัสดุอุตสาหกรรมที่สำคัญชั่วคราว นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ผลิตและบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ การเคลื่อนไหวนี้สามารถช่วย บรรเทาแรงกดดันในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบมีเสถียรภาพ และปรับปรุงแนวโน้มการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมทั่วโลก นอกจากนี้ยังเสริมสร้างความหวังว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนกำลังก้าวไปสู่ระยะที่ สร้างสรรค์มากขึ้น อย่างน้อยในระยะสั้น มุมมองทางเทคนิค (Technical Outlook) ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (US Dollar Index) ปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 99.64 แสดงการอ่อนค่าลงเล็กน้อยหลังจากได้ทดสอบแนวต้านทางจิตวิทยาใกล้ระดับ 100.00 ตามตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่แสดงในกราฟ โดยพิจารณาจาก 200 EMA, Ichimoku Cloud และ TDI — อคติทางเทคนิค (Technical Bias) ดูเหมือนเป็นกลางถึงเป็นกลางค่อนข้างไปทางกระทิง (Bullish) แต่มีสัญญาณของการรวมฐาน (Consolidation) หรือการอ่อนค่าลงเล็กน้อยในระยะใกล้ โครงสร้างในวงกว้างยังคงสนับสนุนฝั่งซื้อ (Bulls) ตราบใดที่ราคายังคงอยู่เหนือ Ichimoku Cloud และโซนแนวรับ 99.00 อย่างไรก็ตาม หากราคาไม่สามารถกลับมายืนและรักษาระดับเหนือ 200 EMA (ประมาณ 100.00) ได้ อาจจะกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวลงในระยะสั้น (Pullback) ไปสู่ระดับ 98.30 ก่อนที่แรงซื้อจะกลับมาอีกครั้ง บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568
Nov 07, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ คำเตือนภาษีของทรัมป์เพิ่มความไม่แน่นอน ขณะที่ตลาดแรงงานแคนาดาเริ่มเย็นลง เมื่อคืนที่ผ่านมา (6 พ.ย.) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าการที่ศาลสูงสุดตัดสินคัดค้านมาตรการภาษีของเขาจะเป็น “หายนะ” พร้อมย้ำว่าภาษียังคงเป็นเสาหลักสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของเขา เขาได้ชี้แจงว่าตอนนี้ยังไม่มีการประกาศภาษีใหม่ใด ๆ แต่หากคำตัดสินของศาลออกมาต่อต้านเขา ทีมงานของเขาจะต้องจัดทำ “แผนเกมสอง” ซึ่งเป็นมาตรการทางเลือกเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสหรัฐ แม้ว่าเขายอมรับว่ามาตรการเหล่านี้จะใช้เวลานานกว่าที่จะดำเนินการ สำหรับตลาดการเงิน คำกล่าวของทรัมป์สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่กลับมาเกี่ยวกับนโยบายการค้าของเขาอีกครั้ง หากศาลสูงสุดตัดสินยกเลิกหรือจำกัดอำนาจในการเก็บภาษีของเขา อาจช่วยบรรเทาความกดดันด้านเงินเฟ้อและปรับปรุงความเชื่อมั่นในตลาดการค้าทั่วโลก ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลงและอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐปรับนโยบายผ่อนคลายน้อยลง ในทางกลับกัน หากมาตรการภาษียังคงมีผล ดอลลาร์สหรัฐอาจยังคงได้รับการสนับสนุนจากความคาดหวังว่านโยบายปกป้องการค้าอาจทำให้เงินเฟ้อยังคงสูงและรักษาความคาดหวังดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงต่อไป ในขณะเดียวกัน ความสนใจหันไปที่ข้อมูลตลาดแรงงานแคนาดาวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะอ่อนตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ผลลัพธ์เช่นนี้จะบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานแคนาดากำลังเข้าสู่ช่วงเย็นตัวเล็กน้อย มากกว่าการตกต่ำอย่างรุนแรง อัตราการว่างงานที่คงที่พร้อมกับการจ้างงานลดลงเล็กน้อย แสดงว่ากำลังแรงงานเองอาจหดตัวด้วย เนื่องจากบางคนเลือกหยุดการหางาน ในเชิงเศรษฐกิจ ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าธนาคารแห่งแคนาดาจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่กลางปี 2024 เพื่อสนับสนุนการเติบโต แต่ผลลัพธ์ของการขึ้นดอกเบี้ยก่อนหน้านี้ยังคงส่งผลต่อเนื่อง ครัวเรือนและธุรกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่ผ่านมา โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และภาคผู้บริโภค บริษัทต่าง ๆ ยังคงระมัดระวังในการขยายธุรกิจและการจ้างงานจนกว่าความต้องการจะฟื้นตัวอย่างมั่นคง ในทางกลับกัน ภาคบริการ เช่น สาธารณสุข การศึกษา และการบริหารราชการ ยังคงแสดงความยืดหยุ่น ช่วยป้องกันการลดลงของการจ้างงานโดยรวมอย่างรุนแรง จากมุมมองตลาด นักลงทุนอาจตีความข้อมูลนี้ว่าเป็นการยืนยันว่ากำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแคนาดากำลังลดลง หากตัวเลขการจ้างงานคงที่หรือลดลงเล็กน้อย พร้อมกับอัตราการว่างงานสูงกว่า 7% จะยิ่งสนับสนุนมุมมองว่าตลาดแรงงานเริ่มคลายตัว ลดแรงกดดันต่อค่าแรงและเงินเฟ้อ ผลลัพธ์เช่นนี้มักส่งผลกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์แคนาดา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่า ธนาคารแห่งแคนาดาอาจปรับนโยบายผ่อนคลายมากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอมักเสริมความคาดหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อผู้กำหนดนโยบายพยายามสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเติบโตกับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับปานกลาง บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568
Nov 06, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ ก่อนการตัดสินใจด้านนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในวันนี้ ตลาดมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น ก่อนหน้าข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด เทรดเดอร์มองเห็นโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 12% เท่านั้น แต่ความน่าจะเป็นดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ หนึ่งในสาม แล้ว ซึ่งกระตุ้นให้ Goldman Sachs คาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลงเล็กน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ (3.8% เทียบกับที่คาดการณ์ 4%) ได้กระตุ้นการเก็งกำไรว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ BoE ค่อนข้างมาก ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างและเงินเฟ้อภาคบริการยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้กำหนดนโยบายลังเลที่จะผ่อนคลายเร็วเกินไป ภาพรวมเศรษฐกิจในวงกว้างมีความผสมผสาน การเติบโตยังคงซบเซา ที่ 0.3% ตำแหน่งงานว่างลดลง และการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรอยู่ภายใต้ความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม การลดอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ อาจเสี่ยงต่อการทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินปอนด์อ่อนค่าลงอีก (ซึ่งลดลงแล้ว 2.6% ในเดือนตุลาคม) และอาจจุดชนวนอัตราเงินเฟ้ออีกครั้งผ่านต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมสัปดาห์นี้ และอาจจะคงไปจนถึงสิ้นปี ปัจจุบัน ตลาดกำหนดโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยในเดือนพฤศจิกายนไว้ที่ 33% และเดือนธันวาคมที่ 70% โดยฉันทามติส่วนใหญ่ยังคงเอนเอียงไปสู่การปรับลดครั้งแรกในช่วงต้นปี 2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ่อนตัวลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีของสหราชอาณาจักรมีการลดลงรายสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน แต่การลดลงนี้เป็นผลสะท้อนแนวโน้มทั่วโลกมากกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในประเทศที่ชัดเจน หากอัตราดอกเบี้ยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คาดว่าอัตราผลตอบแทนจะทรงตัวใกล้ระดับปัจจุบัน โดยมีแรงกดดันขาลงเล็กน้อยต่อพันธบัตรระยะยาว เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอลงอีก โดยรวมแล้ว ท่าทีของตลาดบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่เป็นกลางอย่างระมัดระวังในระยะสั้น ในขณะที่มีความคาดหวังเพิ่มขึ้นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ความเห็นที่แตกต่างกันของ BoE และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ มีแนวโน้มที่จะจำกัดการปรับตัวขึ้นที่แข็งแกร่งในราคาพันธบัตรหรือราคาหุ้นในขณะนี้ ในขณะเดียวกัน เงินปอนด์อาจอยู่ภายใต้แรงกดดันขาลงเล็กน้อย เนื่องจากเทรดเดอร์ชั่งน้ำหนักความเสี่ยงของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคตเทียบกับการเติบโตภายในประเทศที่อ่อนแอ กล่าวโดยสรุป ตลาดดูเหมือนกำลังเข้าสู่ช่วง "รอจังหวะ" — เพื่อรอข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นก่อนที่จะกำหนดทิศทางที่แน่นอน บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568
Nov 06, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ ดอลลาร์สหรัฐฯ หยุดพักการปรับขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้หลังจากแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มของนโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ใหม่ และรอข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในปลายสัปดาห์ แม้ว่าโมเมนตัมของสกุลเงินดอลลาร์จะลดลงเล็กน้อย แต่ข้อมูลบ่งชี้ว่าการสนับสนุนพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง ท่ามกลางความคาดหวังที่ลดลงสำหรับการลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ววัน และความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มขึ้นในตลาดโลก การรวมฐานของดอลลาร์และปัจจัยขับเคลื่อน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ได้อ่อนค่าลงเล็กน้อยหลังจากขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบสามเดือนในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งสะท้อนถึงการรวมฐาน (Consolidation) ชั่วคราวมากกว่าการกลับทิศทางของแนวโน้ม การอ่อนค่านี้เกิดขึ้นเนื่องจาก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ได้ลดลงจากจุดสูงสุดล่าสุด ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อราคาทองคำ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ เทรดเดอร์ยังคงมุ่งเน้นไปที่ ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานและรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นโยบายเฟดและอุปสงค์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แนวทางล่าสุดของ Fed เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักสำหรับทิศทางของดอลลาร์ ในคำกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นาย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดส่งสัญญาณว่า ไม่มีการรับประกันว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งลดความคาดหวังของตลาดต่อการผ่อนคลายทางการเงินในระยะใกล้นี้ การเปลี่ยนแปลงนี้ได้เสริมสร้างตำแหน่งของดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนปรับเทียบความคาดหวังสำหรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ การทรงตัวของดอลลาร์เกิดขึ้นพร้อมกับความเป็นไปได้ที่ลดลงของการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งยังคงเป็น แนวรับ (Floor) ให้กับสกุลเงินนี้ นอกเหนือจากพลวัตของนโยบายสหรัฐฯ แล้ว การพัฒนาของตลาดโลกยังเพิ่มเสน่ห์ให้กับดอลลาร์อีกด้วย ในสหราชอาณาจักร เงินปอนด์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นภาษีที่อาจเกิดขึ้นในงบประมาณที่กำลังจะมาถึง ตามรายงานของ The Guardian การอ่อนค่าของเงินปอนด์และความรู้สึกที่ตลาดเข้าสู่โหมด หลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off sentiment) ที่ขับเคลื่อนโดยความผันผวนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้ช่วยรักษาความต้องการดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven asset) แนวโน้มระยะสั้น ผมคาดว่าดอลลาร์สหรัฐฯ จะยังคง เคลื่อนไหวในกรอบ (Range-bound) ในระยะสั้น โดยได้รับการสนับสนุนจากอัตราผลตอบแทนที่แข็งแกร่งและการสื่อสารที่ระมัดระวังของเฟด ความเสี่ยงหลักสำหรับผู้ที่มองดอลลาร์ขาขึ้นคือ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง หรือสัญญาณ Dovish (พร้อมลดดอกเบี้ย) ที่กลับมาอีกครั้งจากผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการปรับฐานลง ในทางกลับกัน หากข้อมูลยังคงแข็งแกร่ง หรือความเสี่ยงในตลาดโลกแย่ลง ดอลลาร์อาจขยายกำไรต่อไป สำหรับตอนนี้ ฉันทามติในตลาดคือ การปรับขึ้นของดอลลาร์ได้ หยุดพักแต่ยังไม่สิ้นสุด บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568
Nov 06, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมนโยบายที่กำลังจะมาถึงในวันนี้ หลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศสำหรับเดือนกันยายนและไตรมาสที่สามออกมา สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตัวเลขเงินเฟ้อที่แข็งแกร่งขึ้นได้ยุติการเดิมพันในตลาดที่เหลืออยู่สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเทรดเดอร์ในขณะนี้คาดว่า RBA จะ คงอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงอย่างน้อยฤดูใบไม้ผลิหน้า ก่อนที่จะมีการผ่อนคลาย (Easing) ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสะท้อนความรู้สึกนี้ โดยแสดงโอกาสในการปรับลดดอกเบเบี้ยในสัปดาห์นี้เพียง 7% เท่านั้น — ซึ่งลดลงอย่างมากจาก 81% เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผู้ว่าการ Bullock เน้นย้ำว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงเป็นความกังวลที่ใหญ่กว่า การว่างงานที่เพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณาว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ตัดรายการผันผวนออก (Trimmed Mean CPI) เพิ่มขึ้นไปถึงขอบบนของเป้าหมาย 2–3% ของ RBA ท่าทีที่ระมัดระวังของธนาคารกลางจึงดูมีเหตุผล ข้อมูลเงินเฟ้อที่แข็งแกร่งขึ้นยังได้ก่อให้เกิดคำถามว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 3.6% ของ RBA อาจเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของวงจรนี้แล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือการสูญเสียงานเร่งตัวขึ้น สิ่งนั้นอาจผลักดันให้ธนาคารกลางมุ่งสู่การผ่อนคลายในที่สุด จนถึงขณะนี้ สัญญาณในตลาดแรงงานยังคงผสมผสาน โฆษณาตำแหน่งงานของ ANZ ลดลง 3.5% ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นการลดลงเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2566 ซึ่งบ่งชี้ถึงสัญญาณเริ่มต้นของ อุปสงค์แรงงานที่อ่อนตัวลง ถึงกระนั้น สิ่งนี้เพียงอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ RBA เปลี่ยนใจในระยะสั้น ตัวบ่งชี้แรงงานและกิจกรรมเพิ่มเติม — เช่น การสำรวจดัชนี PMI และข้อมูลการก่อสร้าง — จะถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่โดยปกติแล้วสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อสกุลเงินอย่างจำกัดเท่านั้น เมื่อพิจารณาร่วมกันระหว่างอัตราเงินเฟ้อที่คงที่และธนาคารกลางที่เอนเอียงไปทางความระมัดระวัง แนวโน้มสำหรับดอลลาร์ออสเตรเลียดูเหมือนจะแข็งค่าเล็กน้อยในระยะใกล้ ความไม่เต็มใจของ RBA ที่จะลดอัตราดอกเบี้ยและการชี้นำในทิศทาง Hawkish (พร้อมขึ้นดอกเบี้ย) ในอนาคต อาจให้การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่เงินดอลลาร์ออสซี่ อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลในอนาคตแสดงความอ่อนแออย่างชัดเจนในด้านการจ้างงานหรือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เร็วขึ้น สิ่งนี้อาจจำกัดกำไรในภายหลังได้ สำหรับตอนนี้ เงื่อนไขของตลาดชี้ไปที่ แนวโน้มขาขึ้นในระยะสั้นของ AUD บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568
AnalysisNews
บทวิเคราะห์ตลาดรายวัน ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568
Nov 06, 2025

ปฏิทินเศรษฐกิจ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะปิดทำการตลอดทั้งเดือนตุลาคม แต่ทั้งดอลลาร์และตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้น นี่เป็นเพียงเดือนที่สองของปีนี้ที่ดัชนี DXY ปรับตัวขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจอเมริกายังคง มีความยืดหยุ่น เมื่อเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองและการคลัง การเติบโตยังคงสร้างความประหลาดใจในด้านบวก เครื่องมือติดตาม GDP ของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแอตแลนตา ชี้ไปที่การขยายตัวที่แข็งแกร่งถึง 4% ในไตรมาสที่สาม เทียบกับฉันทามติของตลาดที่ 2.7% โมเมนตัมส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่ามีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตของสหรัฐฯ ในปีนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายเดือนตุลาคม แต่พยายามอย่างหนักที่จะ ผลักดันความคาดหวัง ในการลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดกล่าวชัดเจนว่า ผู้กำหนดนโยบายไม่เชื่อว่าการผ่อนคลายเพิ่มเติมเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ห้า หลังจากคำกล่าวของพาวเวลล์ ตลาดได้ลดความคาดหวังสำหรับการปรับลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมลง — จากโอกาสมากกว่า 90% เหลือประมาณ 70% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงสูงและอาจเปลี่ยนแปลงได้อีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่เฟดเริ่มกล่าวสุนทรพจน์หลังสิ้นสุดช่วงงดการแสดงความเห็นก่อนการประชุม (Blackout Period) ขณะนี้ เฟดดูเหมือนจะระมัดระวัง พาวเวลล์กล่าวอย่างชัดเจนว่าเขาไม่คาดหวังว่าตลาดแรงงานจะอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่งชี้ว่าเกณฑ์สำหรับการลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งค่อนข้างสูง อัตราเงินเฟ้อยังคงสูง และด้วยข้อมูลเศรษฐกิจที่จำกัดเนื่องจากการปิดทำการของรัฐบาล ธนาคารกลางอาจเลือกที่จะรอ ก่อนดำเนินการใด ๆ อย่างไรก็ตาม ยิ่งการปิดทำการนานขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตมากขึ้นเท่านั้น พนักงานรัฐบาลกลางประมาณ 1.4 ล้านคนไม่ได้รับเงินเดือนในเดือนตุลาคม โดยครึ่งหนึ่งถูกพักงาน นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าการปิดทำการทุกสัปดาห์จะตัด GDP ออกไปประมาณ 0.1% นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่อาจจะพลิกผัน: ศาลฎีกาจะมีการพิจารณาข้อโต้แย้งทางวาจาเพื่อท้าทายมาตรการภาษีที่กำหนดภายใต้ กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ตลาดรองได้พัฒนาขึ้นแล้วสำหรับการคืนเงินภาษีที่เป็นไปได้ หากศาลตัดสินว่ามาตรการเหล่านั้นเกินอำนาจของประธานาธิบดี ความไม่แน่นอนนี้อาจก่อให้เกิดความผันผวนในภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อการค้า สถานการณ์ยูโรและยุโรป ในฝั่งยุโรป สกุลเงินยูโรยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน ส่วนต่างของผลตอบแทนที่สินทรัพย์สหรัฐฯ มีเหนือสินทรัพย์ยุโรปแคบลงจากเหนือ 200bp ในเดือนพฤษภาคม เหลือประมาณ 160bp ในขณะนี้ แต่ก็ยังคงมีนัยสำคัญ ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ที่ 225 bp และตลาดคาดว่าส่วนต่างนี้จะแคบลงเหลือประมาณ 100 bp ภายในหนึ่งปี — แต่ นักลงทุนไม่ได้เดิมพันว่ายูโรจะได้รับประโยชน์มากนัก จากสิ่งนี้ ยุโรปเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างและการเมืองหลายประการ การควบคุมการส่งออกแร่ธาตุและเทคโนโลยีแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ใหม่ของจีน ขู่ว่าจะทำให้อุตสาหกรรมยุโรปเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากภูมิภาคนี้กำลังรับมือกับภาษีของสหรัฐฯ การแข่งขันจากการนำเข้าสินค้าราคาถูกของจีน และวิกฤตพลังงานจากการทำสงครามแบบผสมผสานของรัสเซีย ในขณะเดียวกัน การที่เนเธอร์แลนด์เข้าครอบครอง Nexperia ซึ่งเป็นบริษัทชิปที่เคยถูกบริษัทจีนซื้อไป ได้สร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่ง และทำให้ความสัมพันธ์ซับซ้อนขึ้น ในช่วงเวลาที่วอชิงตันตกลงที่จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนต่อบริษัทลูกของจีน เศรษฐกิจเยอรมนี ซึ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ยังคงซบเซา ในทางกลับกัน ฝรั่งเศสจมอยู่กับความตึงเครียดทางการเมือง และฐานะทางการคลังของประเทศอ่อนแอลง ตลาดเชื่อว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้สิ้นสุดวงจรการผ่อนคลายแล้ว การกำหนดราคาในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีหน้ามีน้อยกว่า 50% เมื่อพิจารณาร่วมกัน ปัจจัยเหล่านี้บ่งชี้ถึงโอกาสขาขึ้นที่จำกัดสำหรับสกุลเงินยูโร หากไม่มีการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นหรือความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กลับมา สกุลเงินเดี่ยวนี้มีแนวโน้มที่จะยังคงซบเซาหรือลดลง สถานการณ์เงินปอนด์อังกฤษ เงินปอนด์อังกฤษอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากมีการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) โอกาสที่ตลาดตีความพุ่งขึ้นจากประมาณ 25% ในปลายเดือนกันยายน เป็นเกือบ 70% ในปลายเดือนตุลาคม เทรดเดอร์บางรายถึงกับมองเห็นโอกาสเล็กน้อยในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 6 พฤศจิกายน — แม้ว่าดูเหมือนจะเกินจริงเมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขในปัจจุบัน ที่สำคัญกว่านั้น จุดสนใจกำลังเปลี่ยนไปที่ งบประมาณฤดูใบไม้ร่วง (Fall Budget) ที่จะประกาศในวันที่ 26 พฤศจิกายน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเงินปอนด์มากกว่า นายกฯ คลัง Rachel Reeves อยู่ภายใต้แรงกดดันในการประนีประนอมคำสัญญาในการหาเสียงของพรรคแรงงานกับข้อจำกัดทางการคลังของสหราชอาณาจักร เงินสำรองที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ที่ 10 พันล้านปอนด์ ถือว่าน้อยเกินไป และความพยายามที่จะขยายอาจต้องมีการ เพิ่มภาษีหรือลดการใช้จ่าย ซึ่งไม่น่าจะถูกใจทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน มาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ การขึ้นอัตราภาษีส่วนเพิ่มสำหรับผู้มีรายได้สูง การปรับวงเล็บรายได้เพื่อเพิ่มการจัดเก็บภาษี และแม้แต่การเก็บภาษีค่าเล่าเรียนโรงเรียนเอกชน ความท้าทายทางการเมืองก็ยังคงอยู่ การแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคแรงงาน พาวเวลล์ สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายซ้ายของพรรคได้รับอิทธิพลมากขึ้น และการสูญเสียการเลือกตั้งซ่อมในเวลส์เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่าศตวรรษ ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงคะแนนที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกัน พรรคปฏิรูป (Reform Party) ที่นำโดย Nigel Farage ยังคงดึงดูดความสนใจ ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับภูมิทัศน์ทางการเมือง ปัจจัยเหล่านี้บ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมนโยบายที่หนักอึ้งสำหรับเงินปอนด์ โดยมีความเสี่ยงที่ เอียงไปทางขาลง สถานการณ์ดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์แคนาดาก็ประสบปัญหาเช่นกัน โดยได้รับแรงกดดันจากการเติบโตที่อ่อนแอและความตึงเครียดครั้งใหม่กับวอชิงตัน ธนาคารกลางแคนาดา (BoC) เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว แต่ความวุ่นวายจากสหรัฐฯ ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่อง ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เมื่อรัฐออนแทรีโอเผยแพร่โฆษณาในช่วงเบสบอลเวิลด์ซีรีส์ ซึ่งมีอดีตประธานาธิบดีเรแกนวิจารณ์มาตรการภาษี — โฆษณาที่ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ โกรธจัด ซึ่งเขารีบระงับการเจรจาการค้ากับแคนาดาและประกาศภาษีใหม่ 10% แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการบังคับใช้ก็ตาม รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กำลังผลักดันให้ขยายความสัมพันธ์ทางการค้าของแคนาดานอกเหนือจากสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายที่จะ เพิ่มการส่งออกเป็นสองเท่า ไปยังตลาดที่ไม่ใช่สหรัฐฯ ภายในหนึ่งทศวรรษ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวอาจสร้างความขัดแย้งใหม่หากแคนาดาพยายามสานสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ขณะนี้ สินค้าส่งออกหลักของแคนาดา รวมถึงโปแตช ยังคงมีเสถียรภาพ แต่แนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยัง เปราะบาง ความแตกต่างระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ระมัดระวังกับธนาคารกลางแคนาดาที่ผ่อนคลายมากขึ้น สนับสนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับ ลูนี่ (ดอลลาร์แคนาดา) บทวิเคราะห์ โดย Coach Angel —— คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Read More
Logo